ผู้ดับดวงอาทิตย์ โดย จันตรี ศิริบุญรอด

ถาม - ตอบ ปัญหาฟิสิกส์ ระดับมัธยม

Moderator:

User avatar
nokroo
Posts: 182
Joined: 01/01/1970 7:00 am
Location: วัดตะคร้ำเอน ต.ตะคร้ำเอน อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี

ผู้ดับดวงอาทิตย์ โดย จันตรี ศิริบุญรอด

Postby nokroo » 07/01/2017 12:30 pm

ผู้ดับดวงอาทิตย์ โดย จันตรี ศิริบุญรอด

Image

ดาวอังคารเป็นดาวพระเคราะห์ดวงที่ ๔ ถัดไปจากโลก โคจรรอบ ๆ ดวงอาทิตย์ในระยะทางเฉลี่ย ๑๔๐,๐๐๐,๐๐๐ ไมล์ เป็นดาวดวงเล็กซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลาง ๔,๒๐๐ ไมล์ เป็นดาวพระเคราะห์ที่เย็นกว่าโลก เป็นดาวนพเคราะห์ที่เก่าแก่กว่าโลก ดาวอังคารเป็นดาวดวงที่สองซึ่งนักดาราศาสตร์เชื่อกันว่ามีสิ่งมีชีวิตอาศัย อยู่ เพราะมีอะไร ๆ หลายอย่างคล้ายคลึงกับโลก มีบรรยากาศที่ค่อนข้างแจ่มใสและในบรรยากาศนั้นรู้กันแน่นอนว่า มีออกซิเจนและไอน้ำแม้จะไม่มีมากนักก็ตาม ในความเบาบางของบรรยากาศนั้นก็เช่นเดียวกับบรรยากาศยอดเขาของเรา แต่ยอดเขาของเราก็มีแบบฉบับของชีวิตบางอย่างอาศัยอยู่ เช่นพืชพวกมอส ไลเคน และสิ่งอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน ซ้ำยังมีสัตว์บางชนิดอาศัยอยู่ได้ ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะไม่มีพืชธรรมดาหรือไม่มีสัตว์เช่นเดียวกับโลกอาศัย อยู่ จริงอยู่ อุณหภูมินั้นหนาวกว่าโลก แต่ก็ไม่หนาวจนเกินขอบเขตที่ชีวิตจะเกิดไม่ได้ ดินแดนในโลกอังคารไม่ใช่ดินแดนที่เต็มไปด้วยทิวเขา เต็มไปด้วยมหาสมุทรเช่นโลก แต่เป็นดินแดนที่มีสีน้ำตาลปนแดงซึ่งเชื่อกันว่าเป็นทะเลทรายราว ๓/๔ ของพื้นที่ที่ห็นและอีก ๑/๔ เป็นสีเขียวปนน้ำเงิน ซึ่งน่าจะเป็นดินแดนที่มีพวกพืชทั้งหลาย หรืออาจเป็นดินแดนที่เป็นหนองน้ำเต็มไปด้วยพืชน้ำ อาจเป็นดินแดนที่อุดมไปด้วยหญ้าและอาจเป็นได้ที่จะเป็นป่ามหึมาที่เขียว ชอุ่มอยู่ตลอดกาล นี่คือเหตุผลประการหนึ่งที่น่าสนับสนุนว่าโลกอังคารมีมนุษย์อยู่ และอีกอย่างคือการมีสิ่งเร้นลับเป็นสายใยตัดไปมาดุจการตัดเส้นเรขาคณิตนั้น น่าจะเป็นคลองใหญ่ ๆ ซึ่งใช้ลำเลียงน้ำจากขั้วโลกมาหล่อเลี้ยงดินแดนที่มีสีเขียว และใครเล่าเป็นผู้สร้างคลองถ้าไม่ใช่มนุษย์ชาวโลกอังคาร

โลกอังคาร เป็นโลกเล็ก เป็นโลกเก่าแก่กว่าโลกมนุษย์ ถ้าโลกอังคารมีมนุษย์อาศัยอยู่ มนุษย์นั้นก็จะทรงความสามารถอย่างยิ่ง และเป็นชนชาติที่เจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่ามนุษย์นับพัน ๆ ปี เป็นมนุษย์ที่ปรับตัวเองให้เข้ากับดินฟ้า หรือใช้วิทยาการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ เพื่อมวลมนุษย์ในโลกนั้นอย่างดีเยี่ยมมาแล้ว หรืออย่างน้อยคงปรับปรุงใต้ดินให้เป็นอาณาจักรมหึมาที่ได้รับความอบอุ่นจาก ภายในของโลกนั้นเป็นอย่างดียิ่งกว่าอยู่บนพื้นผิวซึ่งเยือกเย็น และเป็นมนุษย์ที่มีลักษณะสูงเนื่องจากแรงโน้มถ่วงน้อยกว่าโลก อย่างไรก็ตาม การที่มนุษย์ในโลกเราต้องการอากาศเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าชาวโลกอังคารอาจ ต้องการดินฟ้าอากาศเช่นเรา ชาวโลกอังคารอาจมีดินฟ้าอากาศที่เหมาะสมแก่พวกเขาเองก็ได้ใครจะรู้

นิยาย เรื่องนี้ จะนำท่านไปสู่ความรู้สึกของชาวโลกอังคารที่มีต่อมนุษย์ ในฐานะที่เขาเป็นชนชาติดึกดำบรรพ์ของเอกภพ เป็นชนชาติที่เกิดก่อนมนุษย์ เจริญรุ่งเรืองมาก่อน และรู้รสของการสงครามมาก่อน ดังนั้นเขาจึงรักแต่สันติและหวังในสันติ เพราะเขารู้ว่าความมีสันติเท่านั้นจะทำให้สุริยจักรวาลนี้อยู่เป็นสุข ถ้าดาวพระเคราะห์ดวงใดเกิดพิโรธขึ้นมา นั่นหมายถึงสุริยจักรวาลต้องพินาศ เมื่อเห็นมนุษย์กำลังจะสร้างความพินาศให้แก่สุริยจักรวาล ชาวดาวอังคารจึงยื่นมือเข้ามายับยั้ง และสั่งสอนให้มนุษย์รู้จักว่าการที่โลกจะมีสันติได้นั้นจะต้องมีอะไรเป็น หลักสำคัญ

ณ เมืองหลวงคาสสิโนแห่งอาณาจักรยิ่งใหญ่และดึกดำบรรพ์ของโลกอังคาร คณะตุลาการศาลสูงกำลังนั่งพิจารณาคดีของตูราและคาลิ ซึ่งบุคคลทั้งสองเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกนั้น ในคดีที่ถูกฟ้องเป็นคดีที่ครึกโครมที่สุด การพิจารณาโทษได้ถูกส่งทางโทรภาพไปทั่วดินแดนแห่งโลกนั้น ประชาชนชาวอังคารจับกลุ่มฟังคำพิพากษากันทั่วทุกแห่งและหน้าบัลลังก์แก้ว นั้นเอง คณะผู้พิพากษาทั้ง ๕ นาย กำลังปรึกษากันอย่างเคร่งเครียด บางคนมองดูจำเลยทั้งสองอย่างไม่แน่ใจในความผิดของเขา ซึ่งถูกกล่าวหาว่าฆ่าชาวโลกอังคาร ๒๐ คนตายด้วย 'แสงธุลี' ตูราและคาลิซึ่งเป็นเลขานุการิณีต่อสู้ว่า นั่นเป็นการบังเอิญที่บุคคลเหล่านั้น ผ่านเข้าไปในรังสีที่เขาทดลองอยู่ โดยเขาได้จัดการป้องกันและแนะนำไว้แล้ว เขาจึงไม่ควรได้รับความผิดเพราะการฝ่าฝืนคำแนะนำของบุคคลเหล่านั้น และยิ่งกว่านั้น บุคคลซึ่งเข้าไปในบริเวณทดลองนั้นก็ไม่ได้รับคำอนุญาตจากเขาด้วย การวินิจฉัยคดีนี้เป็นไปอย่างละเอียดทุกแง่ทุกมุม และชาวโลกอังคารส่วนมากต่างเห็นพ้องด้วย บุคคลทั้งสองไม่ควรได้รับความผิดในเหตุบังเอิญอันเป็นเคราะห์กรรมของบุคคล ทั้ง ๒๐

บัดนี้ บุคคลทั้งสองได้มายืนอยู่บนแท่นแก้วหน้าบัลลังก์ของศาลเพื่อฟังผลแห่งการ พิจารณาคดีของตน ประชาชนมากันแน่นขนัดในห้องพิจารณาวันนี้

หัวหน้าผู้พิพากษาโยกตัวมาข้างหน้า วางมือทั้งสองบนบัลลังก์อย่างสง่า มองดูบุคคลทั้งสองอย่างสนใจ และกล่าวเสียงดังก้องขึ้นว่า

"คุณตูราและคาลิ คดีของคุณทั้งสองนับเป็นคดีแรกที่ปรากฏในระยะรอบ ๑๕๐ ปีมานี้ และก่อนที่จะตัดสินลงไป คุณทั้งสองมีอะไรจะกล่าวบ้างหรือไม่"

ตูรายืดร่างสูงเกือบ ๗ ฟุต* (* การที่ชาวโลกอังคารมีความสูงมาก ก็เนื่องมาจากความโน้มถ่วงของโลกอังคารมีน้อยกว่าโลกของเรา นี่เป็นตัวอย่างสมมุติเท่านั้น) ของเขาอย่างไม่หวั่นไหวมองดูหญิงสาวซึ่งสูงเกือบ ๖ ฟุตครึ่ง อันเป็นส่วนสูงปกติของชาวอังคารอย่างเป็นเชิงถาม แต่หญิงสาวส่ายหน้าเขาจึงหันมากล่าวว่า

"ข้าพเจ้าไม่มีสิ่งใดจะกล่าว"

หัวหน้าผู้พิพากษาจึงลุกขึ้นยืน แล้วกล่าวต่อหน้าประชาชนทั้งหลาย

"การพิจารณาของคณะผู้พิพากษาได้เห็นพ้องกันว่า จำเลยทั้งสองไม่ควรจะรับโทษใด ๆ แต่อย่างไรก็ตามในขณะที่โลกเราเป็นดินแดนแห่งสันติสุขสงบ ไม่มีเรื่องเกี่ยวกับอาชญากรรมใด ๆ ฉะนั้นจำเลยผู้สร้างคดีนี้ได้ยังความสยดสยองแก่ชาวโลกเราและสร้างความมัว หมองให้แก่โลกอันเหมือนหนึ่งสร้างฉายาอาชญากรรม แม้จะไม่มีความผิดที่ควรจะลงโทษ แต่ก็มีความผิดด้านศีลธรรมและจิตใจ คณะผู้พิพากษาจึงจำต้องลงโทษ ด้วยวิธีการให้จำเลยทั้งสองได้กระทำการอย่างหนึ่งเพื่อลบล้างมลทินทาง ศีลธรรม" ผู้พิพากษายุติคำพูดไว้เพียงนี้ มองดูบุคคลทั้งหลายซึ่งใจระทึกอยู่นั้นแล้วกล่าวต่อว่า

"จากสถานีอวกาศซึ่งลอยอยู่ระหว่างโลกเรากับโลก ข้าพเจ้าได้รับรายงานว่า ได้มีแสงสว่างอันมหึมาปรากฏขึ้นหลายครั้งในระยะติด ๆ กัน ซึ่งเป็นผลระเบิดของระเบิดปรมาณู การระเบิดนั้นถ้ามีมากครั้งจะเกิดพลังอันมหาศาลมีผลผลักดันให้โลกต้องโคจรออกไปนอกเส้นทางที่ให้ความสมดุลย์ในจักรวาลทั้งหมดต้องเสียไป บรรดาสุริยจักรวาลทั้งหลายจะวิ่งไปคนละทิศทาง และอาจชนกันสลายไปหมดสิ้น มนุษย์ชาวโลกกำลังทำสิ่งชั่วร้ายให้เกิดขึ้นในเอกภพโดยการรู้เท่าไม่ถึงการณ์....

"คณะผู้พิพากษาเห็นพ้องกันว่า จะให้จำเลยทั้งสองลงไปยับยั้งการสร้าง 'ระเบิดประลัย' นี้ เพื่อไม่ให้โลกต้องพินาศ ไม่ให้จักรวาลต้องเสียสมดุลย์ หากจำเลยทั้งสองสามารถแก้ไขได้เรียบร้อย จำเลยจะพ้นความผิดทางศีลธรรม และได้ชื่อว่าเป็นผู้สร้างสันติให้แก่จักรวาลด้วย....

"จำเลยทั้งสอง เป็นผู้มีความสามารถ งานคงเป็นผลสำเร็จ ฉะนั้น ขอให้จำเลยจงออกเดินทางภายใน ๓ ชั่วโมง ไปยังสถานีอวกาศ เพื่อสืบถามความละเอียดจากที่แห่งนั้นมาให้ได้ และสิ่งใด ๆ ที่ต้องการเพื่องานนี้จะได้รับทันทีที่ขอมา"

ประชาชนต่างโห่ร้องเห็นชอบด้วยกับการพิพากษานั้นเมื่อบุคคลทั้งสองลงจากคอกจำเลยแล้ว ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลก็เดินมาที่เขากล่าวว่า

"ตูรา ท่านรู้แล้วใช่หรือว่า โลกเราเก่าแก่และก้าวหน้ายิ่งกว่าโลกราหู ด้วยเหตุนี้เราจำเป็นต้องดูแลบรรดาโลกเหล่านั้นเพื่อขจัดความไม่ดีทั้งหลาย ออกไป โลกจะถูกทำลาย จักรวาลจะพินาศ ถ้าท่านปฏิบัติงานครั้งนี้ล้มเหลว"

๒-๓ ชั่วโมง อากาศยานก็พร้อมที่สถานี ผู้พิพากษาหัวหน้า ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้คุ้มครองอาณาจักรแห่งดาวอังคารได้กล่าวว่า

"ตูราและคาลิ จงตรงไปยังสถานีอวกาศที่ เอ็ม. ๒๗ จะได้รับรายงานจากวินนิโล นายพลผู้บังคับการสถานีจานบินที่นั่น เพราะที่นั่นจะใกล้กับโลกที่สุดที่จะสังเกตบรรยากาศของโลกได้ โชคดี"

หลายวันต่อมา อวกาศยานก็ได้มาถึงสถานีอวกาศเอ็ม. ๒๗ และที่นั่นเอง นายพลวินนิโลได้ต้อนรับเขาเป็นอย่างดี เพราะทราบการมาของเขาล่วงหน้าแล้ว และได้พาไปยังหอบังคับการ ชี้แผนที่โลกให้ดู พลางกล่าวว่า

"หาก ท่านต้องการกวาดล้างความชั่วร้ายของโลก ก็นับว่าท่านมาทันเวลาพอดี นี่...."เขาชี้ไปทางตอนใต้ของประเทศจีน "นี่เป็นจุดหนึ่งซึ่งมีการชุมนุมพลอย่างมากมายและเชื่อว่า เตรียมจะทำสงครามกับบริเวณประเทศใกล้เคียงที่นี่" เขาชี้ไปตอนเหนือของไซบีเรียใกล้ ๆ มหาสมุทรอาร์คติก และอีกแห่งหนึ่งในบริเวณภาคกลางที่เป็นทะเลทรายของอเมริกา "และนี่...." ชี้ไปยังบริเวณทะเลทรายสะหะราและภาคใต้ของทวีปออสเตรเลีย "ในดินแดนเหล่านี้กำลังใช้เป็นที่ทดลองระเบิดปรมาณูต่าง ๆ และร้ายแรงขึ้นทุกที ข้าพเจ้าเชื่อว่า ชาวโลกเหล่านี้ต้องเตรียมอาวุธร้ายแรงเหล่านี้เพื่อทำสงครามกัน และร้ายกว่านั้นยังมีประเทศเล็ก ๆ อีกประเทศหนึ่งกำลังเตรียมระเบิดเชื้อโรคอยู่อย่างลับ ๆ ซึ่งระเบิดนี้อาจร้ายแรงกว่าระเบิดปรมาณูถึงพันเท่าในการทำลาย ประเทศนี้อาจดำเนินการใหญ่โตในการทำลายล้างความเป็นมนุษย์ได้ยิ่ง"

ตูราเม้มริมฝีปาก งานของเขาที่จะต้องกระทำนั้นมากมาย เขาจะทำอย่างไรจึงจะยุติการเตรียมรบนี้ได้ ทำอย่างไรจึงจะกวาดล้างสิ่งชั่วร้ายนี้ให้สิ้นไปได้ เขาถามว่า

"นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์อื่น ๆ ที่น่าจะแก้ไขสถานการณ์ของโลกก่อนบ้างไหม"

"เห็นจะยัง"

"มีเหตุการณ์วิปริตเกิดขึ้นบนส่วนใดส่วนหนึ่งของโลกบ้างไหม"

ผู้บังคับการณ์สถานีอวกาศนิ่งเป็นครู่ใหญ่แล้วกล่าวว่า

"ผม กำลังสังเกตเหตุการณ์อยู่อย่างหนึ่ง แต่ยังไม่แน่ว่าเป็นการกระทำของมนุษย์หรือธรรมชาติ คือ ทางภาคเหนือของประเทศไทย รวมทั้งอาณาเขตส่วนหนึ่งของพม่าและลาวซึ่งเป็นรัฐอิสระนั้น บรรดาป่าไม้และไร่นากำลังเกิดวิปริตใบตายแห้งทุกอย่าง แม้ต้นไม้บางอย่างที่ทนทานต่อธรรมชาติก็เฉาใบร่วงหมด ต้นโกร๋น มองเห็นภูเขาแต่ละลูกได้ถนัด ผมเฝ้าดูโทรทัศน์มาหลายเวลาแล้ว หากคุณสนใจไปดูกับผมเดี๋ยวนี้ก็ได้"

เขาพูดแล้วนำตูราเข้าไปยังห้องตั้งโทรทัศน์มหึมา ซึ่งสามารถขยายทุก ๆ แห่งบนผิวโลก ให้แลเห็นแม้สภาพของเรือใบที่แล่นในมหาสมุทร

ตูราได้ลาจากสถานีอวกาศที่เอ็ม. ๒๗ นำจานบินร่อนผ่านบรรยากาศของโลกเข้ามาอย่างรวดเร็ว เขาร่อนอยู่ในระยะสูงสุดมองผ่านกล้องโทรทัศน์ซึ่งสามารถขยายได้ชัดเจนลงมา ยังผิวโลกทางภาคเหนือของไทย ซึ่งรวมเอาลาว พม่า และเชียงตุงเข้าไว้

ป่าไม้สักอันมีค่า และดินแดนส่วนหนึ่งต้องถูกทำลายด้วยอำนาจทางวิทยาศาสตร์ของชนชาติหนึ่ง ซึ่งพลเมืองในแถบนี้ยังไม่สามารถจะเข้าใจในเหตุการณ์และค้นพบวิธีแก้ไขได้ เขานำจานบินขนาดเล็กของเขาลงยังหุบเขาแห่งหนึ่งและลงมือสำรวจต้นไม้ใหญ่น้อย และพื้นดิน เวลาได้ผ่านไปหลายชั่วโมง หลังจากทดลองค้นคว้าดูแล้ว เขาก็พูดกับคาลิว่า

"แผ่นดินกำลังจะตายไปทุกขณะ โดยการกระทำของชนชาติหนึ่งซึ่งมุ่งหมายจะทำลายประเทศเล็ก ๆ เหล่านี้โดยทางอ้อม เพราะชนชาตินั้นทราบดีว่าถ้าประเทศเหล่านี้ไร้ที่ดินเพื่อการป่าไม้และ กสิกรรมแล้ว ความพินาศจะบังเกิดขึ้น ทำให้อดอยากกันทั่วไป และความตายจะติดตามมา"

คาลิมองหน้าตูราแล้วกล่าวอย่างเป็นห่วงว่า

"เราแก้ไขลำบากเหลือเกิน"

"ไม่ยากนัก ถ้าเรามีรังสีกัมมันตภาพไอโซโตป แต่นี่เราจะไปหาเครื่องไซโครตอนได้ที่ใด นอกจากในประเทศมหาอำนาจแล้ว ประเทศเล็ก ๆ เหล่านี้ไม่มี เราต้องการเครื่องนี้ เพราะเครื่องนี้เท่านั้นที่สามารถสร้างวัตถุเคมีคือ รังสีกัมมันต์ฟอสฟอรัสใหม่ ถ้าเราไม่ได้เครื่องนี้เราจะทำอะไรไม่ได้เลย"

หญิงสาวมองดูเขาอย่างหารือ ในที่สุดตูราก็พูดว่า

"เราต้องไปหานายกรัฐมนตรีไทย ชี้แจงให้เขาทราบและให้เรียกประชุมบรรดาประเทศเล็ก ๆ เหล่านี้บอกให้ทราบถึงการมาช่วยของเรา เราเชื่อว่าดินแดนที่นับถือพุทธศาสนาเป็นดินแดนที่รักสันติจริง ๆ"

เมื่อเห็นพ้องกัน ชาวโลกอังคารทั้งสองก็นำจานบินของเขามาลงยังที่เร้นลับหว่างทิวเขาสระบุรี เขาทั้งสองได้ใช้รังสีอินฟาเรด* (*รังสีอินฟาเรดเป็นรังสีคลื่นสั้นสามารถละลายดินและหินได้) ฉายเข้าในที่แห่งหนึ่งระหว่างเขาเล็ก ๆ ๒ ลูก เมื่อแผ่นดินบริเวณนั้นละลายแล้ว เขาก็ฝังจานบินของเขาเข้าใต้ผิวดิน

ร่างอันสูงเกือบ ๗ ฟุต บัดนี้ได้มายืนอยู่หน้าทำเนียบของนายกรัฐมนตรี ซึ่งทุกคนแปลกใจอย่างยิ่งเมื่อเขากล่าวว่า "เราต้องการพบนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเกษตรและกลาโหม"

เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีทราบว่าเขาคือใคร ร่างของเขาก็ถูกนำหายไปในทำเนียบ 2 ชั่วโมงต่อมา ร่างอันสูงตระหง่านก็เดินออกมานอกทำเนียบ ซึ่งมีเฮลิคอปเตอร์มารอเขาอยู่แล้ว ที่สนามหน้าทำเนียบ เขาจับมือกับนายกรัฐมนตรีแล้วพูดว่า

"ขอ ฯ พณ ฯ ได้เตรียมธาตุฟอสฟอรัสไว้ก็แล้วกัน ข้าพเจ้าจะจัดการมารับไปเอง และจะจัดการให้เป็นที่เรียบร้อย"

เขากล่าวแล้วขึ้นเฮลิคอปเตอร์ประจำตัวของนายกมุ่งหน้าไปสู่ที่ ๆ เขาซ่อนจานบินหว่างหุบเขาสระบุรีนั้น

ชั่วเวลาเพียงชั่วโมงกว่า จานบินก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ามาลงยังสนามหน้าทำเนียบ ซึ่งทำให้ประชาชนแตกตื่นกันมาก ตูราตรวจดูถุงฟอสฟอรัสที่กองอยู่นั้นอย่างพึงพอใจ

นักวิทยาศาสตร์ไทยหลายคนไต่ถามเขาว่า

"ทำอย่างไรจะทำให้ฟอสฟอรัสเหล่านี้มีรังสีกัมมันต์ได้ โดยไม่ต้องใช้เครื่องไซโครตอน"

ตูรายิ้ม "ไม่ยากเลย ถ้าเราสามารถส่งฟอสฟอรัสเหล่านี้ออกไปสู่อวกาศได้โดยใช้พลาสติกหุ้ม แล้วรังสีคอสมิคจะผ่านเข้าไป ทำให้ฟอสฟอรัสเหล่านี้เกิดเป็นสารรังสีกัมมันต์ได้ในทันที" จากนั้นเองเขาก็ขนถุงฟอสฟอรัสเข้าไปไว้ในจานบินของเขา

"ข้าพเจ้าต้อง นำฟอสฟอรัสนี้ไปที่สถานีอวกาศซึ่งอยู่พ้นจากโลกนี้ไป เพื่อทำการบรรจุและนำมาโรยในบริเวณที่ซึ่งถูกทำลาย ท่านเพียงแต่ดูผลงานหลังจากนี้ ๑ อาทิตย์"

ตูราอำลาชาวโลกแล้วนำ จานบินขึ้นสู่อวกาศท่ามกลางความพิศวงและอัศจรรย์ใจของผู้พบเห็น เขานำจานบินขึ้นสู่อวกาศอย่างรวดเร็ว พุ่งไปยังสถานีอวกาศเอ็ม. ๒๗ และที่นั้นเอง บรรดาชาวโลกพระอังคารทั้งหลายก็ช่วยกันจัดเทถุงฟอสฟอรัสเข้าไปในทรงกลม พลาสติกอันมหึมา แล้วส่งทรงกลมนั้นสู่อวกาศซึ่งเต็มไปด้วยความเร้นลับ และบรรดาพลังของรังสีทั้งหลาย จะทำให้รังสีกัมมันต์ซึมซาบเข้าไปจนกลายเป็นฟอสฟอรัสกัมมันตรังสี โดยการบังคับของเรดาร์แม่เหล็ก เมื่อได้เวลาพอควรแล้วก็บังคับให้ทรงกลมพลาสติกนั้นกลับมายังสถานีอวกาศอีก แล้วจัดการติดทรงกลมพลาสติกเข้าใต้จานบินซึ่งสามารถพ่นได้โดยอัตโนมัติ

จากนั้นตูราก็นำจานบินมุ่งมาสู่โลกมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง และคืนนั้นเองเขาได้จัดการพ่นรังสีกัมมันต์ฟอสฟอรัสไปทั่วบริเวณหลายพันตารางไมล์ ซึ่งเป็นอาณาเขตที่ถูกทำลายด้วยตัวยาเคมี

"จะเป็นไปอย่างไม่น่าเชื่อทีเดียว ที่ฟอสฟอรัสกัมมันตภาพรังสีนี้จะเข้าผูกพันกับตัวยาเคมีที่ใช้ทำลาย และเกิด 'การเป็นกลาง' ขึ้นทั้งสองฝ่าย ทำให้ที่ดินพ้นจากอันตราย ยิ่งกว่านั้นยังจะทำให้ดินสมบูรณ์ด้วย"

หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป เขาได้ออกสำรวจอีกครั้ง คราวนี้เขาได้เห็นต้นไม้ที่เหี่ยวเฉากลับผลัดใบขึ้นใหม่ ต้นหญ้าเริ่มประปรายตามพื้นดิน เขายิ้มอย่างพอใจ พูดกับคาลิว่า

"ถ้าพรุ่งนี้ เราไปหานายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย แน่ละ เราจะต้องได้รับการขอบคุณแทนชาวไทยทั้งประเทศ แต่เราจะไม่ไป เราเพียงแต่ติดต่อทางวิทยุให้ทราบและขออาศัยอยู่ในอาณาจักรไทยเพื่อทำการกวาดล้างบรรดาชาติที่กระหายสงครามทั้งหลาย"

"ดีเหมือนกัน เราจะต้องกลับไปยังสถานีอวกาศเอ็ม. ๒๗ อีกไม่ใช่หรือ" คาลิกล่าว

"ถูกละ เราจะต้องไปเพื่อนำสิ่งที่สามารถยับยั้งการสงครามมา แต่ก่อนไปเราต้องตรวจดูที่ทางซึ่งจะหลบซ่อนพักพิงอยู่ในหุบเขาทางเหนือของไทยเสียก่อน เราต้องการที่ซึ่งเหมาะสักแห่ง"

เมื่อได้ตระเวนเลือก ดินแดนที่หลบซ่อนได้พึงพอใจ เขาทั้งสองก็กลับไป

หลายเดือนผ่านไป ระหว่างหุบเขาผีปันน้ำก็มีหอสูงลักษณะมั่นคงแข็งแรงสร้างขึ้นลับ ๆ สร้างโดยสวมอยู่กับเขาลูกย่อม ๆ ลูกหนึ่ง และบัดนี้ได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าง ๆ หอคอยสูงนั่นเองมีที่เว้าเข้าไปในหินซึ่งถูกทำลายด้วยรังสีอินฟาเรดสำหรับใช้เก็บจานบิน ในเขาลูกย่อมนั้นเป็นห้องหลายชั้นและสับสน มีเครื่องวิทยาศาสตร์ใหม่พร้อมทั้งเครื่องสลายปรมาณูขนาดจิ๋ว ซึ่งสามารถเท่าเทียมขนาดที่โลกมนุษย์ใช้กัน ยอดหอคอยมีเครื่องรับและส่งวิทยุซึ่งสามารถรับส่งได้ทั่วทุกมุมโลก

ทุก ๆ คืนทั้งตูราและคาลิจะต้องดักฟังวิทยุจากสถานีต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นคลื่นสั้นหรือคลื่นยาวจากสถานีใด ๆ และมีบันทึกด้วยอัตโนมัติไว้เสร็จ คลื่นซึ่งเขาจะนำมาตรวจสอบดูอีกครั้ง จากนี้เขาจะได้ข่าวต่าง ๆ เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง ความตรึงเครียดระหว่างกลุ่มประเทศต่าง ๆ ข่าวใหญ่เกี่ยวกับการปฏิวัติรัฐประหาร การกวาดล้างกบฏ แต่ที่สำคัญที่เขาสนใจมาก คือ ข่าวการเคลื่อนไหวทางอาวุธต่าง ๆ เกี่ยวกับการใช้พลังงานปรมาณู

"มนุษย์จะไม่กล้าใช้ระเบิดปรมาณู หรือ ไฮโดรเจน ในการโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน มันเป็นการแสดงถึงความโหดเหี้ยมเกินไปสำหรับชนชาติซึ่งมีศาสนาเช่นนั้น อย่างน้อยศาสนาซึ่งเป็นตัวแทนแห่งความดีของมนุษย์ ย่อมยับยั้งไว้ได้บ้าง การทิ้งระเบิดที่ฮิโรชิมาและนากาซากินั้นเป็นไปเพื่อเหตุผลในการสงวนชีวิตกำลังพลของทั้งสองฝ่าย และรักษาศิลปวัฒนธรรม และเหตุผลอื่นซึ่งดีกว่า"

"แต่มนุษย์ที่หลงและมัวเมาในยศศักดิ์ อำนาจ อาจจะมี"

"กระนั้นก็คงไม่ถึงขั้นที่จะลบล้างไม่ได้ เท่าที่ฉันเกรงไม่ใช่พวกการทิ้งระเบิดปรมาณู แต่ฉันกลัวการคิดค้นที่ใช้ฝุ่นกัมมันตภาพรังสี ขณะนี้ชาวโลกค้นพบที่สำคัญ ๆ ได้กว่า ๕๐ ชนิดแล้ว ซึ่งบางประเทศได้นำไปใช้ประโยชน์ในการแพทย์ เป็นไอโซโตปต่าง ๆ แต่ว่าบางชนิดของมันนี้เอง หากมนุษย์เอาไปใช้ในการทำลายชีวิตเพียง ๑/๕,๐๐๐ ล้านกรัมเท่านั้นชีวิตก็จะสุดสิ้น มนุษย์จะตายเป็นเมืองเป็นประเทศ หากจะมีสักประเทศหนึ่งซึ่งคิดค้นนำเอาฝุ่นกัมมันตภาพรังสีนี้บรรจุวี. ๒ หรืออาวุธส่องวิถี หรือติดกับเครื่องบินไปโปรยเหนือบริเวณนั้น ๆ มันจะร้ายยิ่งกว่าอาวุธจุลินทรีย์ใด ๆ"

"นับว่าเขาก้าวไปไกลเหมือนกัน" คาลิพูดเบา ๆ

"แต่การก้าวไปสู่การทำลายที่ไม่สร้างสรรค์นั้น ไม่เหมาะอย่างยิ่ง"

"แต่ก็ยังช้ากว่าโลกเรามาก" คาลิพูดต่อไป

"แน่ละ ช้ากว่า เขาเพียงเริ่มต้นเข้าใจอะไร ๆ เกี่ยวกับปรมาณู ซึ่งเกิดจากการผลิตโดยใช้เครื่องไซโครตรอนหรืออย่างดีหน่อยก็ปฏิกิริยาแบบลูกโซ่เท่านั้น เขายังไม่สามารควบคุมไม่ให้มีการปลดปล่อยพลังงานออกมาจากการทดลองหรือบังคับไม่ให้ปรมาณูต้อง 'สลายตัว' ออกหรือบังคับไม่ให้มีเกิดการแตกสลายตัวของสารกัมมันตภาพในระเบิดปรมาณูได้เช่นเรา"

เขาหยุดเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า

"ด้วยเหตุนี้เราจึงยังมีทางที่จะยุติสงคราม ถ้าหากมันเกิดขึ้น โดยการบังคับอาวุธปรมาณูทุกชนิดไม่ให้ทำงาน คิว-เรย์ รังสี-คิว อันอัศจรรย์ของเรา เป็นรังสีที่แทรกซึมและแผ่สร้านไปได้ทุกแห่งไม่ว่าที่ใด ๆ สามารถทะลุทะลวงไปทุก ๆ การป้องกันใด ๆ และสามารถบังคับการผลิตหรือการระเบิดของปรมาณูได้

รังสีของเรานี้แหละจะทำให้โลกเกิดสันติสุข เอกภพจะไม่แกว่งหรือเซไปเพราะการเหวี่ยงตัวของบรรดาดวงดาวทั้งหลายที่เคลื่อนผิดออกจากเดิม ฉันคิดว่าฉันจะประกาศให้โลกรู้ในวันพรุ่งนี้"

"ตูราแน่ใจแล้วหรือ"

"แน่ทีเดียว ความดีของมนุษย์ชาติขึ้นอยู่กับเรา เด็ก ๆ ในอนาคตคงจะได้รู้และจดจำไว้ว่า ไม่บังควรที่จะทำให้โลกได้รับความเดือดร้อน เพราะการคิดค้นไปในทางทำลายของวิทยาศาสตร์ โลกและมนุษย์รวมทั้งเอกภพควรอยู่ด้วยสันติ โดยนำวิทยาศาสตร์ไปใช้ให้เป็นประโยชน์"

ในตอนกลางคืนนั้นเอง ได้มีการประกาศสถานการณ์ตึงเครียด ระหว่างประเทศบางประเทศในอเมริกาใต้ และการเร่งรัดการสร้างอาวุธของประเทศใหญ่ ตลอดจนลำเลียงอาวุธไปยังแผ่นดินบางแห่ง ตูราฟังอยู่ด้วยใจไม่สบายและเขาตัดสินใจในคืนนั้นเอง ที่จะส่งวิทยุจากสถานีของเขาไปยังประเทศทุกมุมโลก

ครั้งแรกเขาปล่อยคลื่นแม่เหล็กอย่างแรง เข้ารบกวนบรรดาสถานีส่งทั้งหลาย จนเกิดขลุกขลักกันหมดสิ้น พักใหญ่ก็ยุติการปล่อยคลื่นแม่เหล็กอย่างกระทันหัน จากนั้นเขาก็ส่งสถานีของเขา โดยเริ่มต้นคำพูดง่าย ๆ

"ชาวโลกทั้งหลาย ข้าพเจ้าชื่อตูรา โปรดฟังข้าพเจ้าพูด ข้าพเจ้าเป็นชาวโลกอังคารที่ท่านเคยรู้จักและสนใจในการทำให้แผ่นดินโลกตอนหนึ่งอุดมสมสมบูรณ์ขึ้นมา ข้าพเจ้าตูรา ผู้สนใจในความเป็นอยู่ของชาวโลกเช่นเดียวกับชาวโลกอังคารทั้งหลาย ชาวโลก ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะเห็นความล่มจมของท่านและการพินาศของเอกภพซึ่งเราอยู่ร่วมกันด้วยการทดลองพลังปรมาณูบนผิวโลก ซึ่งจะทำให้โลกต้องถอยห่างออกไปจากทางโคจรที่แท้จริง จนแรงสมดุลย์เสียไป ทำให้ทุก ๆ โลกในจักรวาล อาจถูกทำลายสิ้น ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงมายับยั้งการกระทำของท่าน การกระทำในการทำลายของชาวโลกบางพวก....

"ชาวโลกทั้งหลาย จงฟังข้าพเจ้า--ข้าพเจ้าตูราชาวโลกอังคารพูดกับท่านทั้งหลาย ในฐานะที่เราอยู่ร่วมเอกภพเดียวกัน....

"ท่านสามารถค้นพบ พลังงานเร้นลับของธรรมชาติและใช้พลังนั้นไปในทางทำลาย ขอจงได้คิดว่าเหมาะสมหรือไม่ ข้าพเจ้ากล่าวกับท่าน ขอให้เราได้เรียนรู้ถึงการอยู่โดยสันติ และให้เลือกว่าควรอยู่โดยดีหรือถูกทำลาย....

"ข้าพเจ้าขอร้องให้ท่านตัดสินและขอให้ท่านนำอาวุธเกี่ยวกับปรมาณูทั้งหมดทำลายเสีย หรือให้ข้าพเจ้าทำลาย"

เขาพูดเช่นนั้นแล้วก็ปิดสถานีของเรา ฟังดูผลของสถานีต่าง ๆ ทั่วโลก วิจารณ์เกี่ยวกับตัวเขา สถานีวิทยุบนโลกได้วิจารณ์กันต่าง ๆ นานา บ้างก็ว่า

"เป็นไปไม่ได้ที่ชาวโลกอังคาร จะมาสำแดงเดชในโลกนี้"

"คงเป็นวิธีการอย่างหนึ่งของชนชาติใหญ่ ตบตาชาติเล็ก"

"ชาวโลกอังคารผู้กำแหง"

แต่ก็มีบางสถานีได้แถลงถึงผลที่ ตูรา ได้ทำไว้และกล่าวต้อนรับที่จะส่งเสริมให้มีสันติเกิดขึ้นในโลก แต่ทว่าประเทศเหล่านี้ล้วนเป็นประเทศเล็ก ๆ ซึ่งไม่มีอาวุธร้ายกาจเช่นปรมาณูใช้กัน

แต่อย่างไรก็ตาม หลายอาทิตย์ได้ผ่านไป ชาวโลกส่วนมากต่างก็ลืมคำกล่าวของตูราสิ้น คาลิก็กล่าวกับตูราว่า

"ชาวโลกมิิได้สนใจคำกล่าวของตูราเลย ประชาชาติยังคงสร้างสมอาวุธปรมาณูกันต่อไป โครงการของเราล้มเหลวหรืออย่างไร"

"ยังก่อน" ตูรานิ่งขรึมอย่างใช้ความคิด "โลกจะต้องฟังเรา โลกจะต้องสนใจในคำพูดของเรา เราวิงวอนขอร้อง เรายังไม่ใช้วิธีบังคับ เราขอความเห็นใจและเข้าใจระหว่างกัน เราจะส่งวิทยุอีก" คืนนั้นเขาก็ส่งวิทยุอีก

"ชาวโลกทั้งหลาย ข้าพเจ้าชาวโลกอังคารวิงวอนมายังท่านอีกครั้ง ขอให้ท่านทำลายและยุติการสร้างสมอาวุธปรมาณูทั้งหมด ข้าพเจ้าขอวิงวอน..."

แต่คำพูดของเขาก็ยังคงไม่ได้รับความเอาใจใส่ไปจากเดิม จนเขาเกิดการหมั่นไส้ชาวโลกยิ่งขึ้น อาทิตย์ต่อมาเขาจึงพูดทางวิทยุอีกครั้ง

"ข้าพเจ้าตูรา วิงวอนท่านเป็นครั้งที่สาม หากท่านไม่เชื่อ ข้าพเจ้าจะยุติการสลายตัวของนิวเคลียร์ทั้งหมดทุกแห่งในโลก และข้าพเจ้าจะใช้อำนาจข้าพเจ้าในเวลาเที่ยงตรงนับจากเวลานี้ต่อไปอีก ๓ วัน"

การประกาศครั้งนี้เองทำให้ชาวโลกเข้าใจว่าจะจริงจัง แต่กระนั้นก็ยังมีประเทศใหญ่ ๆ หลายประเทศ ที่คิดว่าเป็นการขู่ขวัญ การประกาศในทำนองบังคับครั้งนี้สร้างความกดดันให้แก่นักวิทยาศาสตร์ใหญ่ ๆ มากมาย และต่างวิพากย์วิจารณ์กันว่าเป็นไปไม่ได้ บางประเทศเริ่มส่งเครื่องบินออกสำรวจภาคเหนือของประเทศไทยเพื่อหาที่ตั้งของตูรา อย่างไรก็ตาม ได้มีการลองดีในการทดลองอาวุธปรมาณูขึ้นหลายประเทศ

วันที่สาม โลกยิ่งอลเวงหนักขึ้น บ้างก็เชื่อคำขู่ บ้างก็เห็นเป็นของขัน บ้างก็อยากลองดีกับชาวโลกอังคาร ที่กล้าพูดว่าจะยุติการสลายตัวของนิวเคลียร์ได้ นักวิทยาศาสตร์ทุก ๆ ประเทศกำลังรอคอยเวลาสำคัญที่จะมาถึงตอนเที่ยงพรุ่งนี้ด้วยจิตใจแตกต่างกัน

ตูราพาคาลิเข้าไปหอบังคับการใต้ดิน ซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องยนตร์และครื่องวิทยาศาสตร์

"ชาวโลกกำลังเข้าใจเราไม่ถูก เยาะเย้ยเราทั้ง ๆ ที่ชาวโลกเพิ่งจะก้าวหน้ามาระยะเร็ว ๆ นี้ ชาวโลกไม่ยอมรับว่าเราชาวอังคาร เป็นชนชาติที่เจริญเก่าแก่มาก่อนชาวโลกเป็นหมื่น ๆ ปี แน่ละ วันนี้ชาวโลกจะรู้ว่า เขาเป็นเพียงเด็กเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะต้องเชื่อคำผู้ใหญ่ นี่เหลืออีก ๑๐ นาทีจะถึงเที่ยงตรง"

เขานั่งรอเวลาที่ผ่านไปช้า ๆ ขณะเดียวกับบรรดานักวิทยาศาสตร์ใหญ่ของโลกต่างก็นั่งรอดูผลอย่างช้า ๆ จาก ๑๐-๙-๘-๗ เมื่อเหลือ ๑ นาทีจะถึง ๐ ตูราก็ผลักสวิชต์เล็ก ๆ อันหนึ่ง จากนั้นเครื่องอัตโนมัติได้เริ่มทำงานของมัน เสียงครางกระหึ่มดังขึ้น

"เลิกกันทีสำหรับปรมาณูของโลก การแยกตัวของมันจะไม่เกิดขึ้นอีก ไม่ว่าในที่ใด ๆ"

ทันทีที่แสงเร้นลับของเขาผ่านไปตามผิวโลก ซึมไปตามที่ต่าง ๆ แม้ในแท่งตะกั่วที่หนา ๓๐-๔๐ ฟุตนั้น ความอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น โรงงานที่ใช้พลังปรมาณูต้องหยุดชะงักลงทันที เรือเดินในมหาสมุทร เรือใต้น้ำซึ่งใช้พลังปรมาณูต้องหยุดลอยตัวอยู่ในน้ำนิ่งเฉย ๆ รถไฟซึ่งวิ่งอย่างรวดเร็วค่อย ๆ คลานช้าเข้าแล้วหยุดอยู่กับที่ เครื่องบินที่ใช้พลังปรมาณูเครื่องยนตร์หยุดทำงาน พุ่งถลาลงระเบิดกับพื้นดิน

นักวิทยาศาสตร์ที่เคยยิ้มเยาะต่างตื่นเต้นและวุ่นวายถึงขนาด เพราะการที่มนุษย์นำพลังปรมาณูมาใช้นั้นเข้าใจว่าเป็นความคิดอันเลิศวิเศษแล้ว แต่ผู้ที่สามารถยับยั้งการสลายปรมาณูได้โดยไม่เห็นตัวนั้น ต้องเป็นผู้ที่เลิศกว่าเป็นไหน ๆ โลกยิ่งชุลมุนวุ่นวายมากขึ้น ขณะเดียวกันนั้นในดินแดนหนึ่งของอเมริกาใต้ คณะวิทยาศาสตร์แห่งอาณาจักรหนึ่งซึ่งสร้างปรมาณูขึ้นอย่างลับ ๆ ก็เข้ารายงานผลการหยุดชะงักของการสลายตัว

"คณะวิทยาศาสตร์ทั้งหมดไม่เข้าใจเลยว่ามีอะไรเกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่ได้พยายามถึงที่สุดตามกรรมวิธีที่เราเคยทำกันมา บัดนี้ล้มเหลวหมด นิวเคลียร์ไม่ยอมสลายตัว การผลิตพลังปรมาณูทุกอย่างต้องหยุดหมด เราจะทำประการใด"

จอมเผด็จการของประเทศลุกขึ้นอย่างฉุนเฉียวตะโกนดัง ๆ ว่า

"นั่นเป็นอุบาย เป็นแผนการของชนชาติศัตรูที่เริ่มทำกับเราก่อน ส่งวิทยุสั่งกองทัพอากาศติดระเบิดปรมาณูเข้าโจมตีกวาดล้างศัตรูออกจากแผนที่เดี๋ยวนี้"

คำพูดอันเป็นปกาสิตนั้นเอง ทำให้กองทัพอากาศมหึมาบินพุ่งเข้าสู่ประเทศหนึ่ง และระเบิดปรมาณูนับสิบก็ล่วงแล่นลงเหนือดินแดนนั้น แต่ทว่านักบินต้องอัศจรรย์ใจที่ระเบิดมิได้ระเบิดออกสักลูกเดียว การสงครามได้เกิดขึ้นแล้วระหว่าง ๒ ประเทศ และบัดนี้กำลังที่สนับสนุนประชาชาติทั้งสองเริ่มเคลื่อนไหวกันคึกคักยิ่งขึ้น

การกระทำของชาวโลกเช่นนี้ทำให้คาลิหวั่นใจ แทนที่มนุษย์โลกจะยับยั้งเชื่อฟังเรา กลับเป็นว่าการกระทำของเราทำให้โลกต้องเกิดสงคราม เขาสามารถต่อสู้กันโดยไม่ใช้อาวุธปรมาณูก็ทำได้ จิตใจของชาวโลกไม่รักสันติ ไม่นิยมสันติภาพ เพราะมนุษย์โลกเพิ่งพ้นสภาพของการเป็นสัตว์ป่ามาไม่ถึงล้านปี จิตใจจึงยังรักการต่อสู้เอารัดเอาเปรียบและแย่งชิงกันอยู่ เรายอมแพ้หรือตูรา ปล่อยให้โลกเขาพิสูจน์บทเรียนของเขาด้วยตัวเขาเอง"

ตูราเดินไปเดินมาอย่างพลุ่งพล่านใจ

"ไม่ได้ เราจะยอมแพ้ไม่ได้ เราจะไม่เพียงถูกตำหนิจากชาวโลกอังคารด้วยกันเท่านั้น เรายังได้รับการเย้ยหยันจากมนุษย์โลกอีกด้วย ฉันจะต้องปฏิบัติงานขั้นแตกหักกับชาวโลกเดี๋ยวนี้"

เขาพูดแล้วก็เข้าไปในหอบังคับการ คาลิตามไปติด ๆ

"ประชาชนชาวโลก-เรา ตูราพูด เรามาอย่างมิตร มาเพื่อช่วยกวาดล้างสิ่งชั่วร้าย เพื่อผดุงสันติให้แก่โลก แก่ชาติเล็ก ๆ แต่พวกท่านยังไม่เชื่อในคำวิงวอนของเรา ยิ่งกว่านั้น ชาวโลกท่านเห็นแล้วในอำนาจที่เราสามารถยับยั้งการสลายตัวของปรมาณู แต่พวกท่านก็ยังไม่ยอมเลิกล้มความตั้งใจอันชั่วร้ายในการทำสงคราม ฉะนั้น บัดนี้ชั่วโมงสุดท้ายของพวกท่านกำลังมาถึงแล้ว เราจะทำลายโลกและกวาดล้างทุก ๆ สิ่งในโลกให้สิ้นไปเดี๋ยวนี้. . ."

ตูราพูดอย่างฉุนเฉียว อารมณ์อันเยือกเย็นที่ถูกยั่วจากชาวโลกมนุษย์จนกระทั่งต้องเปลี่ยนไป คาลิเดินมาเกาะแขนเป็นเชิงเตือนสติ

"ทั้งโง่ ทั้งบ้าและบัดซบ ทำไมมันจึงไม่เอาใจใส่คำเตือนของเรา ทำไมไม่เอาใจใส่ในเจตนาดีที่เราหยิบยื่นให้ นี่แหละเป็นทางเดียวเท่านั้นที่เราเลือก คือส่งรังสีวิ่งพุ่งเข้าสู่ดวงอาทิตย์ และระงับการสลายตัวของนิวเคลียร์ของมัน และดับมันเสีย...."

เขาจัดแจงปล่อย รังสี-คิวพุ่งไปสู่ดวงอาทิตย์ทันที อำนาจแสงอันอัศจรรย์ได้ไปปกปิดการสลายตัวของนิวเคลียร์ในดวงอาทิตย์ไว้ชั่วคราว

จากนั้นไม่ช้านัก ดวงอาทิตย์ซึ่งส่องแสงจ้าให้ความสว่างแก่โลกและชีวิตทั้งหลายก็เริ่มมัวลง มัวลงทุกขณะและมืดสนิท

ประชาชนชาวโลกเริ่มอลเวงวุ่นวาย และกล่าวกันถึงเรื่องดวงอาทิตย์ดับ เรื่องการบังคับของตูรา ทุกสิ่งมืดมิดไปหมด ทั่วโลกเต็มไปด้วยความสับสนและยุ่งยาก

"ดวงอาทิตย์ดับไปแล้ว"

"เราทั้งหมดต้องตาย ตายอย่างไม่มีปัญหา"

เราต้องตายเพราะการกระทำของตูรา เราไม่ฟังคำวิงวอนของเขา"

จาก ๕ ชั่วโมงเป็น ๑๐

จาก ๑๐ เป็น ๒๐

จาก ๒๐ เป็น ๓๐ ชั่วโมง หลังจากดวงอาทิตย์ดับไป โลกเริ่มเย็นลงทุกขณะ และบัดนี้เมฆบนท้องฟ้าลอยต่ำลงจับตัวเป็นกลุ่มก้อนเหนือหลังคาตึก โลกกำลังปกคลุมด้วยหิมะที่ตกลงมาทับถมทุกขณะและสูงขึ้น ความหนาวเหน็บอย่างร้ายกาจ ได้สร้างความลำบากแก่มนุษย์โลกอย่างสาหัส ชาวโลกเริ่มสำนึกในความผิดพลาดของเขา เริ่มเข้าใจถึงภัยอันตรายอันร้ายแรงของธรรมชาติ วิทยุหลายแห่งเริ่มกระจายเสียงด้วยคลื่นต่าง ๆ เพื่อให้ได้ยินถึงตูรา

"ชาวโลกสำนึกแล้ว"

"ประเทศเราไม่ได้เกี่ยวข้องกับสงคราม"

"ตูรา จงอย่าให้ชาวโลกต้องตายด้วยการกระทำของท่าน"

"เรายอมเชื่อฟังท่าน ขอดวงอาทิตย์ให้เราเถิด"

"เราเข้าใจในความหวังดีของท่านและยอมรับแล้ว"

เสียงต่าง ๆ ดังเข้ามาในหอบังคับการ ซึ่งทำให้คาลิยิ้มออกมาได้

"เขายอมรับผิดแล้วตูรา ปล่อยดวงอาทิตย์ให้เขาเถอะ"


ตูรายิ้ม "ไม่ได้หรอก ยังก่อน ชาวโลกยังเต็มไปด้วยความปลิ้นปล้อน ต้องให้เขาทำงานถึงที่สุดที่เราพอใจเสียก่อน จึงปล่อยให้เขา"

"ชาวโลกทั้งหลาย" เขากล่าว "เราจะให้โอกาสแก่ท่านอีกครั้งหนึ่ง ถ้าท่านปรารถนาจะช่วยชีวิตตัวท่าน ลูกท่านและพ่อแม่ของท่าน ท่านจะต้องบังคับผู้ปกครองของท่านไปพบกัน ที่ตึกประชุมอันเก่าแก่ขององค์การสหประชาชาติซึ่งเลิกล้มไปแล้วนั้นอีกครั้งหนึ่ง และที่นั้นเราจึงจะยอมสัญญาที่จะให้แสงสว่างและความอบอุ่นแก่ท่าน จงทำเดี๋ยวนี้ ภายใน ๒๔ ชั่วโมงนี้ มิฉะนั้น โลกจะเป็นน้ำแข็ง แล้วจะตายหมด"

ความกลัวตายของมนุษยชาตินั้นเอง ทำให้เขาต้องจุดคบเพลิงสว่างไสวไปหมดทุกหนทุกแห่ง กรูเข้าไปบังคับให้ผู้ปกครองประเทศต้องเดินทางไปประชุมในที่อันเก่าแก่ของสหประชาชาติ

"จงไปประชุมและนำดวงอาทิตย์กลับมาให้ได้"

"จงไปประชุม เพื่อนำสันติภาพ แสงสว่าง และความอบอุ่นกลับคืนมา"

"จงไป มิฉะนั้นจะตายอยู่ที่นี่"

"เราเป็นผู้มอบอำนาจการปกครองให้ ต่อไปนี้เราจะปกครองตัวเอง ถ้าหากเจ้าไม่ไปประชุมและเอาดวงอาทิตย์กลับคืนมา"

ผู้ปกครองประเทศทุกมุมโลก ต่างรีบไปยังองค์การสหประชาชาติโดยด่วน และในชั่วโมงที่ ๒๔ นั่นเอง เสียงวิทยุก็ส่งมาแจ้งให้ผู้ปกครองทุกประเทศในโลกทราบ

"ถ้าท่านปรารถนาจะช่วยตัวเอง และประชาชนของท่าน ท่านจะต้องยอมรับข้อเสนอของเรา.... ท่านจะต้องร่างระเบียบการปกครองใหม่ของโลก โดยการรวมกันเข้าเป็นประชาชาติประชาธิปไตยใหญ่ยิ่ง และมีแห่งเดียวในโลกมีประชาชาติเดียวในโลก เมื่อโลกมีประชาชาติเดียว โลกจะไม่มีสงคราม ข้าพเจ้าให้เวลาท่านจัดระเบียบใหม่นี้ ๑ เดือน หากท่านไม่เสนอรายละเอียด ไม่ยอมตกลง หรือมีการแก่งแย่งเอารัดเอาเปรียบกันอีก ข้าพเจ้าจะดับดวงอาทิตย์อีก ดับให้นานจนแน่ว่าโลกได้ตายไปจริง ๆ ท่านจะยอมปฏิบัติกันไหม"

"เรายอม ยอมทุกอย่าง ให้แสงสว่างและความอบอุ่นแก่เรากลับคืนมาเถิด...."

เวลาผ่านไปช้า ๆ ความมืดสนิทได้เริ่มสลัว ๆ ขึ้น จากนั้นแสงสว่างก็ค่อย ๆ เจิดจ้าขึ้นจนสว่างไสวดุจเดิม ชาวโลกเต็มไปด้วยความปิติยินดีเมื่อได้รับแสงสว่าง และความอบอุ่นอีกครั้งหนึ่ง ทุกคนขอบคุณชาวโลกอังคารทางวิทยุจนฟังไม่ได้ศัพท์ เพราะมันส่งมาจากทุกมุมโลก ส่งมาจากมนุษย์พันล้านคน

ตูรายิ้มและจับไหล่คาลิบีบเบา ๆ

"มีสันติสุขบนโลกมนุษย์แล้ว คาลิ หมดหน้าที่และธุระของเราที่รับคำมาแล้ว ชาวโลกคงจะรู้และสรรเสริญในความสามารถที่เราได้สร้างสันติสุขให้แก่โลก เราออกไปดูความร่าเริงของชาวโลกกันเถิด ดูความปิติยินดีของเขาซึ่งเป็นความปิติยินดีของเราด้วย"

เขาฉุดมือคาลิไปยังจานบิน จากนั้นเขาก็นำขึ้นสู่อากาศ ลอยไปตามที่ต่าง ๆ ด้วยอารมณ์อันสุขุมเยือกเย็นและยิ้มแย้ม


"นั่นไง เห็นไหม คาลิ เด็ก ๆ กำลังจับกลุ่มเล่นอย่างสนุกสนาน ทุกคนกำลังเป็นสุข นั่นเขากำลังเงยหน้ามองดูเรา เขาโบกมือต้อนรับเรา นี่แหละความมั่งคั่งของเรา รางวัลของความสุข ที่รัก ความสงบสุขที่มีอยู่ในโลกนี้ได้ นี่แหละเป็นของขวัญวันแต่งงานของเรา เธอคิดเช่นนั้นหรือเปล่า...."

คาลิเอียงศีรษะแนบไหล่ยิ้มละไม เธอไม่ได้ตอบปัญหาที่เขาถาม แต่ชาวโลกอังคารด้วยกันย่อมทราบดี เพราะชนชาติที่เจริญด้วยปัญญา ย่อมเจริญด้วยจิตใจและสามารถโต้ตอบกันได้ด้วยกระแสจิต

*************************************************

Return to “ระดับมัธยม”

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 1 guest