<?xml version="1.0" encoding="ISO-8859-1"?>

<!DOCTYPE rss PUBLIC "-//Netscape Communications//DTD RSS 0.91//EN"
 "http://my.netscape.com/publish/formats/rss-0.91.dtd">

<rss version="0.91">

<channel>
<title>ข้อสอบวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ แสง เสียง Ent สูตรฟิสิกส์</title>
<link>http://www.icphysics.com</link>
<description>physics dictionary ฟิสิกส์</description>
<language>th_TH</language>

<item>
<title>SPIE Chulalongkorn University Chapter</title>
<link>http://www.icphysics.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=87</link>
<description>SPIE (Society of Photo Optical Engineering) เป็นองค์กรเกี่ยวกับopticsที่ไม่แสวงหากำไรระดับนานาชาติที่มีสมาชิกมากมายทั่วโลก ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ไต้หวัน รวมถึงประเทศไทยด้วย สำหรับองค์กรของเราในประเทศไทยตั้งอยู่ที่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนื่องจากองค์กรของเราพึ่งก่อตั้งได้ไม่นานและอยู่ในช่วงขยายฐานสมาชิก ทางองค์กรจึงได้มีนโยบายแบ่งปันองค์ความรู้เกี่ยวกับopticsในองค์กรแก่ผู้ที่สนใจ เพื่อให้บุคคลภายนอกรู้จักองค์กรของเรามากขึ้น กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ มหาวิทยาลัย, ศูนย์วิทยาศาสตร์, โรงเรียน เป็นต้น ทางองค์กรยินดีที่จะร่วมจัดงานออกบูธ, นิทรรศการ, งานวิชาการ, งานนิทัศน์&nbsp;และกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้อง <br />หากท่านใดสนใจจะให้องค์กรของเราไปร่วมทำกิจกรรม โปรดติดต่อมาทางอีเมล bird_allyot@hotmail.com<br /><br />สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม <a href="http://www.lecturer.eng.chula.ac.th/isewsl/spie/">http://www.lecturer.eng.chula.ac.th/isewsl/spie/</a>&nbsp;(โฮมเพจประเทศไทย)&nbsp;&nbsp; ,&nbsp;&nbsp;&nbsp; <a href="http://spie.org/">http://spie.org/</a>&nbsp;(International homepage)</description>
</item>

<item>
<title>LHC  เครื่องเร่งความเร็วอนุภาค</title>
<link>http://www.icphysics.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=86</link>
<description><h1>Large Hadron Collider (LHC) </h1>เป็นเครื่องเร่งความเร็วอนุภาค ของศูนย์วิจัย
CERN ในสวิตเซอร์แลนด์ มีลักษณะเป็นท่อใต้ดินวนเป็นวงกลมยาว 27 กิโลเมตร
เป้าหมายของ LHC คือใช้ทดลองเร่งความเร็วอนุภาคแล้วเอามาวิ่งชนกัน
เพื่อตรวจสอบทฤษฎีทางฟิสิกส์อนุภาคว่าเป็นไปได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะ
ซึ่งถ้าสร้างขึ้นมาได้จริงตามทฤษฎี วงการฟิสิกส์จะก้าวหน้าขึ้นไปอีกมาก
LHC ตอนนี้กำลังสร้างอยู่และมีกำหนดเปิดใช้งานเดือนพฤษภาคมนี้(2008) <br /><br /><img border="0" src="http://www.scifun.ed.ac.uk/pages/pp4ss/images/Exhibits/LHC-sim.jpg" alt="" /><br /><br />อย่าง
ไรก็ตาม มีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่คาใจเรื่องความปลอดภัยของ LHC
ในหลายประเด็น เช่นว่า การใช้งาน LHC อาจก่อให้เกิดแบล็คโฮล
(หลุมดำ)ขนาดเล็กขึ้นมาทำลายล้างโลก
หรือเปลี่ยนขั้วแม่เหล็กโลกให้เหลือข้างเดียวได้
ล่าสุดได้มีคนยื่นฟ้องต่อศาลสหรัฐ ให้กระทรวงพลังงานสหรัฐและห้องทดลอง
Fermilab ซึ่งเป็นภาคีสมาชิกของ LHC ชะลอการใช้งานไปอีก 4
เดือนเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย ซึ่งทางฝ่ายสนับสนุน LHC
เองก็ออกมาโต้แย้งว่าไม่มีหลักฐานใดๆ ว่าจะเกิดอันตรายขึ้นแต่อย่างใด
ส่วนศาลจะรับฟ้องหรือไม่นั้นอยู่ระหว่างกระบวนการด้านเอกสาร &quot; <br /><br /><img border="0" src="http://www.st.com/stonline/stappl/publish/stwebresources/PL__Press__Release/CERN_LHC_t2030shigh.jpeg" alt="" /><br /><br />แม้
นักฟิสิกส์ทั่วโลกจะใช้เวลาถึง 14 ปีและลงทุนไปกว่า 8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
เพื่อสร้างเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี (Large Hadron Collider: LHC)
ที่ใหญ่สุดในโลก ภายใต้ความร่วมมือขององค์การศึกษาวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป
&quot;เซิร์น&quot; (Cern) เพื่อเร่งให้อนุภาคโปรตอนชนกัน
แล้วสร้างพลังงานและเงื่อนไขที่เหมือนกับเสี้ยววินาทีที่ 1
ในล้านล้านล้านหลังเกิดบิกแบง (Big Bang)
โดยนักวิทยาศาสตร์จะวิเคราะห์เศษซากที่เกิดขึ้น
เพื่อไขปริศนาธรรมชาติของมวลและแรงใหม่ๆ รวมถึงความสมมาตรของธรรมชาติด้วย <br /><br /><img border="0" src="http://www.scifun.ed.ac.uk/pages/pp4ss/images/Exhibits/LHC-sim2.jpg" alt="" /><br /><br />ทั้ง
นี้แม้จะฟังดูประหลาด
แต่กรณีนี้ก็เป็นประเด็นเคร่งเครียดที่สร้างความวิตกให้กับนักวิชาการและนัก
วิทยาศาสตร์ในช่วงเวลาไม่กี่ปีมานี้
กล่าวคือพวกเขาจะประมาณความเสี่ยงจากการทดลองใต้ดินที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน
นี้ได้อย่างไร และใครที่จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะหยุดหรือเดินหน้าการทดลอง <br /><br />สรุป
คือเครื่องเร่งอนุภาค เพื่อจะทำให้ตัว LHC
ทำความเร็วไปแตะระดับความเร็วแสง
เพื่อทำให้เกิดปรากฎการใหม่ที่มนุษยชาติไม่เคยมีไครทำและทำได้
ถ้าทำได้สำเร็จจริงจะเป็นผลแห่งความรู้ใหม่อันมหาศาลทางวิทยาศาสตร์ของ
มนุษย์โลก เอาแบบง่ายๆ ถ้าทำสำเร็จจะเป็นพื้นฐานของการทำเครื่อง Time
Machine แต่ถ้าสำเร็จจริงผลเสียที่ตามมา ที่มีกลุ่มคนต่อต้านกันอยู่คือ
มันเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่มาก
การประเมินผลเสียที่เกิดขึ้นเป็นแค่การสมมุติฐานและคำนวนตามทฤษฎีเท่านั้น
จึงเป็นไปได้ทั้งสองทางคือ อาจจะเป็นผลที่ดีมาก
หรือผลเสียมากต่อมนุษยชาติก็ได้ ดีก็ดีไปแต่ข้อเสียก็คือ
การทำให้อะไรสักอย่างบนโลกใบนี้เร็วในระดับไปแตะก้นความเร็วแสงได้จริงมัน
อาจทำให้เกิดหลุมดำขนาดหนึ่งขึ้นมาได้
และอาจจะดูดกลืนทุกสิ่งบนโลกใบนี้ให้หายไปเลยก็ได้ครับ
ทั้งผลร้ายและผลดีนั้น คำนวนตามทฤษฎีของนักวิทยาศาสตร์ทั้งนั้นครับ
ซึ่งไม่เคยมีใครมีประสบการณ์ในการทดลองจริงได้สำเร็จ <br /><br /><img border="0" src="http://www.interactions.org/sgtw/2006/0111/images/lhc_welding_700.jpg" alt="" /><br /><br />ไม่ควรมองเป็นเรื่องไกลตัวนะครับ เพราะเรื่องนี้บอกว่าเรามาจากที่ไหนแล้วจะสิ้นสุดตรงไหนอีกอย่างการทดลองจะมีขึ้นเร็วๆนี้ <br /><br /><br /><br />ไม่
แน่นะครับถ้าเกิดความผิดพลาดในการทดลองขึ้นจริงๆ
เช่นทำให้แม่เหล็กของโลกเหลือขั้วเดียว
รึอะไรก็แล้วแต่ที่อยู่นอกเหนือการคำนวณ เราคงได้สนุกกันแน่
ตอนนี้ชะลอการใช้งานไปอีก 4 เดือนเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย
เดือนกันยาก็ได้มีลุ้นครับ <br /><br />มีความกลัวไปต่างๆนานา ว่าจะเกิดอะไรขึ้น <br />ที่น่ากลัวคือมันจะสร้าง black hole ขึ้นบนโลก.... ดูดจ๊วบ... <br /><br />ถึงตอนนั้นไม่รู้ว่าจะเจออะไร หรือไม่เจออะไรเลย <br /><br />เราอาจจะตายกันหมด หรือตายกันซักค่อนโลก <br />ยุโรปอาจจะหายไปจากแผนที่โลกเลยก็ได้ <br /><br />อยากทำอะไรก็ทำซะ จะบอกรักใครก็บอกซะ โชคดีคับ <br /><br /><br />เพิ่มเติม<br /><br />CERN
ได้ประกาศเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมาว่าจะเดินเครื่องเร่งอนุภาค Large
Hadron Collider (LHC) ในวันที่ 10 สิงหาคมนี้
ข่าวนี้มาพร้อมกับระยะทำเครื่องให้เย็นหลังจาก CERN
ได้ประสบความสำเร็จในการข้อสรุปในการเดินเครื่องเร่งอนุภาคตัวใหม่
สถานีโทรทัศน์ได้ทำรายงานครอบคลุมตั้งแต่เการเริ่มเดินเครื่องผ่านทางสถานี
Eurovision LHC เป็นเครื่องเร่งอนุภาคที่มีกำลังมากสุดในโลก
สร้างลำแสงอิเล็กตรอนที่มีพลังงานมากกว่า 7 เท่าของเครื่องเก่า
และมีความเข้มมากกว่า 30 เท่าเมื่อไปถึงประสิทธิภาพที่คาดหวังไว้ในปี 2010
อุโมงค์ขนาด 27 กิโลเมตรที่เป็นท่อลำแสง LHC
อิงเทคโนโลยีที่ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว เครื่อง LHC
ในปัจจุบันจึงเปรียบเสมือนเครื่องต้นแบบในตัวมันเอง <br /><br />สิ้นเดือน
กรกฎาคม งานทั้งหมดใกล้จะเสร็จสมบรูณ์แล้ว กับเครื่องยิงอนุภาค 8
ส่วนที่มีอุณหภูมิในการทำงานอยู่ที่ 1.9 องศาเหนือจุดเยือกแข็งสมบูรณ์
(-271&deg;C) ระยะต่อไปขอการทำงานคือการทำเชื่อมต่อ LHC กับเครื่องเร่ง Super
Proton Synchrotron (SPS)
ที่จะมารวมเป็นส่วนเชื่อมต่อสุดท้ายของห่วงโซ่การยิงของ LHC
เวลาระหว่างเครื่องทั้ง 2 ต้องมีความแม่นยำในระดับส่วนเสี้ยวของนาโนวินาที
การทดสอบการเชื่อมต่อจะเริ่มในวันที่ 9 สิงหาคมนี้
และการยิงลำแสงอิเล็กตรอนที่สองแบบหมุนตามเข็มนาฬิกาจะเริ่มในสัปดาห์ถัดไป
การทดสอบจะทำเรื่อยจนถึง 9 กันยายน
เพื่อแน่ใจว่าเครื่องพร้อมที่จะเร่งและทำให้เกิดการชนของแสงอิเล็กตรอนที่
ยิงไปที่มีระดับพลังงาน 5 TeV ต่อลำแสง ซึ่งเป็นพลังงานเป้าหมายในปี 2008
นี้ และลำแสงที่จะวิ่งวนภายใน LHc อย่างเป็นทางการนี้คือวันที่ <span style="color: red;">10 กันยายน 2008</span> ซึ่งจะใช้พลังงาน 450 GeV (0.45 TeV)<br /><br />เมื่อการโคจรของลำแสงอิเล็กตรอนสเถียรแล้ว นักวจัยก็จะนำเข้าสู่ระยะการชนและสุดท้ายก็จะเร่งระบบ LHC ให้เร่งพลังงานไปถึง 5 TeV<br /><br /><br />สำหรับคนที่สนใจ<br /><a href="http://www.dhammachak.net/board/viewtopic.php?t=440&sid=c8dec8face6730fdf94cce0a9c2a2ac6" target="_blank">http://www.dhammachak.net/board/viewtopic.php?t=440&amp;sid=c8dec8face6730fdf94cce0a9c2a2ac6</a><br /><a href="http://www.fwdder.com/topic/53829" target="_blank">http://www.fwdder.com/topic/53829</a><br /><a href="http://www.blognone.com/topics/lhc" target="_blank">http://www.blognone.com/topics/lhc</a></description>
</item>

<item>
<title>บทกลอนวันแม่</title>
<link>http://www.icphysics.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=85</link>
<description><h1>บทกลอนวันแม่<br /></h1><font size="-1">บทกลอนวันแม่<br /><br />ยามที่แม่สั่งสอนพร่ำวอนลูก....เรื่องผิดถูกลูกก็ว่าแม่จู้จี้<br />ต่อเมื่อลูกเติบใหญ่จึงได้ดี......เพราะคำที่แม่พูดไว้ไม่ผิดคำ<br />เมื่อยังเด็กลูกไม่เห็นคุณค่าแม่....เป็นบาปแท้ที่ลูกเถียงแม่เช้าค่ำ<br />ลูกกระทำความผิดนี้ประจำ.....ขอกล่าวคำขอโทษโปรดอภัย<br /><br /><br />&nbsp;<br /><br /><br />ยามที่ลูกประสบกับความทุกข์...หันไปที่ใดไม่มีคนเข้าใจ<br />แต่ก็ยังมีไอแห่งความอบอุ่น...จากบุคคลคนหนึ่งเสมอมา<br />บุคคลท่านนั้นก็คือแม่.....แม่ผู้เข้าใจในตัวลูก<br />ทำให้ลูกคนนี้มีกำลังใจที่จะก้าวเดินต่อไป....ในโลก<br /><br /><br />&nbsp;<br /><br /><br />เมื่อรู้ว่าตัวเธอนั้นตั้งท้อง......เฝ้าประคองด้วยใจที่มุ่งหวัง<br />สิ่งที่ชอบเผ็ดร้อนเธอระวัง......เพื่อปกกันลูกน้อยจะกระเทือน<br />...แม้ไม่รู้ว่าจะชายหรือหญิง.....เธอประวิงเฝ้านับครบวันเคลื่อน<br />แม้จะเจ็บจะกลัวตัดทั้งปวง.....เธอปลื้มทรวง.....เสียงแว้..แรกเริ่มดัง<br /><br /><br />&nbsp;<br /><br /><br />เริ่มตั้งไข่...ใจพองประคองลูก....ความพันผูกแนบแน่นสุดขานไข<br />เริ่มหัดเดินหัดพูดแม่สุขใจ...ก้าวแรกได้ให้ลูก..ด้วยผูกพัน<br />...แม่เป็นครูคนแรกของชีวิต....ชี้ถูกผิดให้ลูกรู้ด้วยความฝัน<br />เติบโตใหญ่รวยจนไม่สำคัญ....ขอลูกฉันเป็นคนดีของสังคม<br /><br /><br />&nbsp;<br /><br /><br />มาวันนี้แม่เริ่มแก่..ชะแรล้า แม่มองหาลูกทุกคน...อยู่ที่ไหน<br />จากอกแม่..ลืมแม่ไม่หวงใย.....ถึงเศร้าใจ...แต่แม่ไม่โกรธเคือง<br />...ถ้าใครยังมีแม่ขอเชิญเถิด.....กราบเท้าเทิดบาทแม่ประเสริฐเหลือ<br />กตัญญูรู้คุณบุญคุ้มตัว....แม้สิ่งชั่วต้องแพ้พ่าย...กตเว..ทิตาคุณ<br /><br /><br />&nbsp;<br /><br /><br />รักของแม่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งไหน&hellip;......&hellip;หาสิ่งใดมาเทียบมิได้หนา<br />ตั้งแต่แม่ตั้งท้องคลอดลูกยา................อีกน้ำนมของมารดาให้ลูกกิน<br />แม่ถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงลูกน้อย........แม่เฝ้าคอยพัดวีให้ลูกสิ้น<br />แม่ยอมอดเมื่อให้ลูกนั้นได้กิน&hellip;&hellip;.........แม่ยลยินลูกน้อยดั่งกลอยใจ</font><br /><br /></description>
</item>

<item>
<title>แสงซินโครตรอน</title>
<link>http://www.icphysics.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=84</link>
<description><h1><strong>แสงซินโครตรอน : แสงวิจัย และพัฒนา</strong></h1>
<p>          เมื่อ
Newton ทดลองให้แสงอาทิตย์ส่องผ่านปริซึม ใน พ.ศ. ๒๒๐๙
(รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) เขาได้พบว่าปริซึมได้แยกแสงออกเป็นแถบสี
(ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด และแดง)
ซึ่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ตาเห็นได้นี้มีความยาวคลื่นตั้งแต่ ๔๐๐-๗๐๐
นาโนเมตร (๑ นาโนเมตร = ๑๐<sup>-๙</sup> เมตร)
เมื่อถึงวันนี้นักฟิสิกส์รู้ว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
นอกจากจะประกอบด้วยแสงที่ตาเห็น (visible light) แล้ว ยังมีรังสีแกมมา
รังสีเอกซ์ รังสีอัลตราไวโอเลต รังสีอินฟราเรด และคลื่นวิทยุอีกด้วย 
ซึ่งคลื่นอินฟราเรดและวิทยุมีความยาวคลื่นมากกว่าแสงที่ตาเห็น 
ส่วนคลื่นที่เหลือมีความยาวคลื่นน้อยกว่า นอกจากนี้เราก็ยังรู้อีกว่า
คลื่นแต่ละชนิดมีแหล่งกำเนิดต่าง ๆ กัน เช่น หลอดไฟธรรมดา
และหลอดนีออนให้แสงอินฟราเรด  แสงอัลตราไวโอเลต และแสงที่ตาเห็น
 ส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในวิทยุให้คลื่นวิทยุ 
และสำหรับรังสีแกมมานั้นได้จากการแผ่รังสีของอิเล็กตรอนในเครื่องเร่งอนุภาค
หรือจากการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี เป็นต้น</p>
<p>         
ตามปรกติแสงจากหลอดนีออนหรือหลอดแก๊สอื่นใดที่เราเห็น
เกิดจากการที่อิเล็กตรอนในอะตอมของแก๊สถูกกระตุ้นด้วยความร้อน
ทำให้มันกระโจนขึ้นไปโคจรที่ระดับสูง แต่ก็อยู่ในวงโคจรได้ไม่นาน
เพราะมันจะโผลงมาโคจรที่ระดับต่ำอีก  และในการกระทำเช่นนี้
อิเล็กตรอนจะปล่อยพลังงานออกมาในรูปของแสง 
เพราะในของแข็งมีอิเล็กตรอนจำนวนมาก
และอิเล็กตรอนเหล่านี้ส่งแรงกระทำต่อกันและกันตลอดเวลา ดังนั้น
เวลาอิเล็กตรอนเหล่านี้ปลดปล่อยพลังงานออกมา
คลื่นที่ได้จะมีความยาวคลื่นแตกต่างกันน้อย  ทำให้เราได้แถบแสง (spectrum)
ที่มีความยาวคลื่นเรียงรายเป็นชุด (continuous spectrum) เช่น หลอดทังสเตน
หากถูกทำให้ร้อนถึง ๓,๐๐๐ องศาเซลเซียส จะปล่อยแสงที่มีความยาวคลื่น ๙๐๐
นาโนเมตร คือในช่วงอินฟราเรดมากที่สุด
แต่ถ้าจะทำให้หลอดทังสเตนปล่อยแสงที่มีความยาวคลื่น ๓๐๐ นาโนเมตร
มากที่สุด นักทดลองจะต้องทำให้หลอดทังสเตนมีอุณหภูมิสูงถึง ๑๐,๐๐๐
องศาเซลเซียส  แต่เพราะทังสเตนมีจุดหลอมเหลวที่อุณหภูมิ ๓,๑๔๐
องศาเซลเซียส และจุดเดือดที่อุณหภูมิ ๕,๖๕๐ องศาเซลเซียส  ดังนั้น
จึงเห็นได้ว่า เราไม่สามารถใช้หลอดทังสเตนสร้างแสงที่มีความยาวคลื่น ๓๐๐
นาโนเมตรได้ นั่นคือ
การใช้ของแข็งร้อนเป็นแหล่งกำเนิดแสงที่มีความยาวคลื่นสั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่มีใครทำได้
ยิ่งเป็นกรณีรังสีเอกซ์หรือรังสีแกมมาแล้วก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย</p>
<p>         
สำหรับเหตุผลที่นักวิทยาศาสตร์ต้องการคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นสั้นมาก
นั่นก็เพราะเวลาจะศึกษาอะตอมเขาต้องการคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นพอ
ๆ กับขนาดของอะตอม นั่นคือระดับ ๑ นาโนเมตร ดังนั้น
การมีแหล่งกำเนิดแสงที่ให้แสงความยาวคลื่นระดับนาโนเมตร
จึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับนักวิทยาศาสตร์เพื่อให้สามารถใช้ศึกษาสสารได้</p>
<p>         
แต่ก็นับว่าโชคดีที่ทฤษฎีของ James Clerk Maxwell
ผู้เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวอังกฤษได้แสดงให้เห็นว่า
หากเราเร่งอนุภาคอิเล็กตรอนให้เคลื่อนที่เป็นวงกลมอิเล็กตรอนจะแผ่รังสี
 และคลื่นแม่เหล็กที่เกิดขึ้นจะมีความเข้มมากน้อยในทิศทางต่าง ๆ กัน
โดยมีความเข้มมากที่สุดในระนาบที่ตั้งฉากกับแกนวงโคจรของอิเล็กตรอนตัวนั้น</p>
<p>         
และนี่ก็คือสิ่งที่นักฟิสิกส์สังเกตเห็นเป็นครั้งแรกเมื่อดาว supernova
ระเบิด
เพราะขณะนั้นอิเล็กตรอนถูกสนามแม่เหล็กความเข้มสูงเร่งทำให้มันแผ่รังสี 
และประวัติศาสตร์ก็ได้บันทึกว่า เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๐ Herb
Pollock, Robert Langmuir. Frank Elder และ Anatole Gurewitsch แห่งบริษัท
General Electric ที่เมือง Schenectady ในรัฐ New York ประเทศสหรัฐอเมริกา
ได้เห็นรังสีสีฟ้าขาวแผ่กระจายออกมาจากอิเล็กตรอนที่กำลังถูกเร่งในเครื่องเร่งอนุภาคชนิด
Synchrotron เป็นครั้งแรกในห้องปฏิบัติการบนโลก  และนี่ก็คือที่มาของชื่อ
แสงซินโครตรอน</p>
<p>         
การศึกษาแสงซินโครตรอนในเวลาต่อมาทำให้เรารู้ว่า
เวลาอิเล็กตรอนเคลื่อนที่แสง
หรือรังสีซินโครตรอนจะพุ่งออกมาทางด้านหน้าของอิเล็กตรอน
ถ้าความเร็วของอิเล็กตรอนยิ่งสูง กลุ่มแสงจะลีบลง ๆ โดยมีมุมบานที่ขึ้นกับ
๑-v<sup>๒</sup>/c<sup>๒</sup> เมื่อ v เป็นความเร็วของอิเล็กตรอน และ c
คือความเร็วแสง ดังนั้น ถ้า v = ๐.๙๙๙๙๙๗๕c หรือ v เท่ากับ ๐.๙๙๙๙๙๗๕
เท่าของความเร็วแสง มุมบานของกรวยแสงจะน้อยเกือบเท่าศูนย์องศา
นั่นคือแสงที่ได้จะแหลมคม และมีความเข้มสูงมาก</p>
<p>         
ย้อนอดีตไปเมื่อ ๖๐ ปีก่อน แสงซินโครตรอนที่อิเล็กตรอนปล่อยออกมานี้
นักฟิสิกส์คิดว่าเป็นขยะที่น่ารำคาญ เพราะเวลาอิเล็กตรอนปล่อยแสงออกมา
อิเล็กตรอนจะสูญเสียพลังงานไป
ทำให้นักฟิสิกส์ไม่สามารถเร่งอิเล็กตรอนให้มีพลังงานสูงขึ้นได้  
มาบัดนี้แสงซินโครตรอนกำลังเป็นอุปกรณ์วิจัยที่สำคัญของวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่ยิ่งหย่อนกว่าแสงเลเซอร์</p>
<p>         
จากการที่นักวิทยาศาสตร์สามารถปรับความเร็วของอิเล็กตรอนได้ทำให้มันมีความเร่งต่าง
ๆ ได้ จึงมีผลทำให้แสงที่อิเล็กตรอนปล่อยออกมามีความยาวคลื่นต่าง ๆ นานา 
คือตั้งแต่แสงความยาวคลื่นสั้น เช่น รังสีแกมมา
จนกระทั่งถึงแสงที่มีความยาวคลื่นยาว เช่น รังสีอินฟราเรด 
และเมื่อลำแสงที่ได้มีลักษณะเรียว อีกทั้งมีความยาวคลื่นเดียว
มันจึงมีประโยชน์ในการวิจัยและอุตสาหกรรมมาก เช่น
ใช้ถ่ายภาพหลอดเลือดหัวใจ ศึกษาโครงสร้างของผลึก ทำวงจร IC (Integrated
Circuit) ตรวจสอบปฏิกิริยาเคมี  พัฒนายารักษาโรค 
สร้างอุปกรณ์ขนาดเล็กสำหรับใช้ในการผ่าตัด
 ศึกษาการแพร่ซึมของสารพิษในสิ่งแวดล้อม 
ออกแบบวัสดุชนิดใหม่ที่มีคุณสมบัติดีกว่าวัสดุธรรมชาติ 
ออกแบบไมโครชิปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ 
ศึกษาเทคนิคการเคลือบวัสดุ 
วิเคราะห์องค์ประกอบของธาตุปริมาณน้อยที่ปนเปื้อนในวัตถุโบราณโดยไม่ทำให้วัตถุนั้นเสื่อมสภาพ
 และช่วยให้นักนิติเวชวิทยาสามารถหาสารพิษในผู้เสียชีวิตได้ ฯลฯ</p>
<p>         
จึงนับว่าแสงซินโครตรอนกำลังมีบทบาทในการไขความลับของโลกระดับอะตอมมากขึ้น
ๆ ทุกวัน
และก็เป็นที่รู้กันว่าขณะนี้ประเทศไทยเรามีศูนย์ปฏิบัติการวิจัยเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนแห่งชาติ
(National Synchrotron Research Center)
ซึ่งอยู่ในกำกับของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๐
และศูนย์นี้ตั้งอยู่ที่เทคโนธานี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
จังหวัดนครราชสีมา  โดยมีนักวิทยาศาสตร์ นักเทคนิค
วิศวกรนับร้อยร่วมกันทดลองควบคุมการทำงานของอุปกรณ์เพื่อวิจัยวัสดุชีวสาร
และผลกระทบของรังสีต่อชีววัตถุต่าง ๆ โดยในปีงบประมาณ ๒๕๔๗
ศูนย์ได้รับงบประมาณการวิจัยการรัฐบาล ๒๐ ล้านบาท
และเมื่อถึงเดือนมิถุนายน ๒๕๔๘
อุปกรณ์ซินโครตรอนของศูนย์จะสามารถผลิตแสงซินโครตรอนที่มีพลังงาน ๑.๒ Gev
ได้</p>
<p>         
ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่มีอุปกรณ์ซินโครตรอนใช้ 
ประเทศที่กำลังพัฒนาอื่น ๆ เช่น
ประเทศในตะวันออกกลางก็กำลังสร้างและติดตั้งซินโครตรอนของตนเช่นกัน
เพราะขณะนี้นักวิทยาศาสตร์จากประเทศอิสราเอล จอร์แดน อียิปต์ ตุรกี
บาห์เรน และปากีสถาน กำลังติดตั้งอุปกรณ์ซินโครตรอนของโครงการ SESAME
(Synchrotron Light for Experimental Science and Applications in the
Middle East) ที่เมือง Allan ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของกรุง Amman ประมาณ ๓๐
กิโลเมตร
เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์จากประเทศในเครือข่ายศึกษาวิจัยโครงสร้างของโปรตีนและอะตอมของวัสดุใหม่
ๆ</p>
<p>          และเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้ นักวิทยาศาสตร์จากอิหร่านและปาเลสไตน์ก็ได้เข้าร่วมในโครงการด้วย</p>
<p>         
ความจริงอุปกรณ์ซินโครตรอนของโครงการ SESAME
นี้ได้รับบริจาคมาจากห้องปฏิบัติการฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัย Hamburg
ของเยอรมนี
และเมื่อเยอรมนีต้องการสร้างอุปกรณ์ชิ้นใหม่ที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเก่า
จึงได้บริจาคให้ประเทศอื่น ประจวบกับขณะนั้น (พ.ศ. ๒๕๔๓)
รัฐบาลอิสราเอลกับปาเลสไตน์เซ็นสัญญาร่วมมือทางวิชาการกัน  ดังนั้น
อุปกรณ์ซินโครตรอนจึงเปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์จากทั้ง ๒
ประเทศทำงานร่วมกัน
และประเทศคู่กรณีก็ได้ตัดสินใจติดตั้งซินโครตรอนในประเทศที่เป็นกลาง คือ
จอร์แดน ซึ่งก็เป็นที่พอใจเพราะ Allan อยู่ไม่ไกลจาก Istanbul คือ
บินเพียง ๒ ชั่วโมง และอยู่ไกลจาก Israel หรือ West Bank เพียง ๒
ชั่วโมงโดยรถเท่านั้นเอง</p>
<p>         
และขณะนี้โครงการ SESAME ก็ดูจะไปได้ดีด้วยทุนสนับสนุนจาก E.U. (European
Union) มูลค่า ๔๘๐ ล้านบาท เพื่อทำให้ SESAME
มีพลังสูงกว่าซินโครตรอนของไทยราว ๒ เท่า  เท่านั้นยังไม่พอ 
สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นก็มีโครงการช่วยสนับสนุนอีก ๔๔๐ ล้าน และ ๖๐๐
ล้านบาท ตามลำดับ</p>
<p>          ถึงแม้
SESAME จะเริ่มทำงานเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๕๕๑
แต่ขณะนี้โครงการก็ได้ส่งนักวิทยาศาสตร์ร่วม ๒๐ คน
ไปฝึกปฏิบัติงานในศูนย์ซินโครตรอนของยุโรปและอเมริกาแล้ว 
และนักวิทยาศาสตร์ของโครงการนี้ก็มีความหวังว่า
ไม่ว่าสถานการณ์การเมืองในตะวันออกกลางจะเลวร้าย หรือดีประเสริฐสักปานใด
SESAME ก็ต้องเดินหน้าต่อไป เหมือนกับโลกวิชาการและโลกการเมืองเป็น
parallel universe กันยังไงยังงั้นครับ.</p>
<strong>ผู้เขียน</strong> : ศ. ดร.สุทัศน์  ยกส้าน  ภาคีสมาชิก ประเภทวิทยาศาสตร์กายภาพ สาขาวิชาฟิสิกส์  สำนักวิทยาศาสตร์ <br /></description>
</item>

<item>
<title>เพลง รักแท้หรือแค่เหงา</title>
<link>http://www.icphysics.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=83</link>
<description><h1><strong>เพลง รักแท้หรือแค่เหงา</strong></h1>ศิลปิน : โบ สุนิตา<br />อัลบั้ม : รักแท้หรือแค่เหงา<br />เพลง : <strong>รักแท้หรือแค่เหงา</strong><br /><br /><br />แต่หลายครั้งที่เกิดคำถาม ว่าตอนนี้ฉันเป็นสุขจริงหรือเปล่า<br />เมื่อคนมาถามเรื่องราวระหว่างเรา ได้แต่ตอบไปว่าดี<br />แต่ลึกๆ ไม่แน่ใจเหมือนกัน ภาพที่เห็นดูผูกพัน <br />ที่คนนอกมองกันว่าดี ชื่นชมกันอย่างนี้ แต่ใจยังเต็มไปด้วยคำถาม<br /><br />* เธอมองฉันเป็นตัวจริงที่หามานาน หรือคบฉันหนีความเดียวดาย<br />แค่มีกันไว้เมื่อเหงา ไว้เพื่อให้โทรหาเมื่อไม่มีอะไรให้ทำ<br /><br />** เธอมองฉันมาเติมเต็มอีกครึ่งในใจ หรือแค่คบไว้ไปวันๆ<br />อยากให้เธอลองมองหน้ากัน บอกให้แน่ใจ เธอตีความคำว่ารักไว้ยังไง<br /><br />บ่อยครั้งนะ ฉันก็ยังเหงา ต่อให้เรานั้นยังจับมือเหมือนเก่า<br />ยิ่งนานยิ่งเหมือนคุยกันไม่ได้ยาว เธอก็เบื่อที่จะฟัง<br />แต่ลึกๆ มันก็มีน้อยใจ และฉันนั้นไม่เข้าใจกับคำว่ารักที่ให้กัน<br />รักนั้นคืออะไร เหตุใดภายในใจยังอ้างว้าง<br /><br />(ซ้ำ * , ** , **)</description>
</item>

<item>
<title>เสียง</title>
<link>http://www.icphysics.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=82</link>
<description><font size="7">เสียง </font>เป็นคลื่นตามยาวไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านสุญญากาศได้ ความดังของเสียงขึ้นกับแอมพลิจุด แอมพลิจุดบอกพลังงานเสียง </description>
</item>

<item>
<title>ดาวพลูโต (Pluto)</title>
<link>http://www.icphysics.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=81</link>
<description><p align="center">ดาวพลูโต
(Pluto)<!-- #EndEditable --> 
</p>
<br />
<!-- #BeginEditable "detail" -->
<a href="javascript:void(0)" onclick="popup('plutoorbit.html','Orbit')"><img width="160" hspace="10" height="120" border="0" align="left" src="http://www2.srp.ac.th/%7Es23317/plutoorbit_s.jpg" alt="Pluto's orbit" /></a>
     เมื่อมีการค้นพบดาวเนปจูน
ได้ประมาณขนาดและการหมุนรอบของมัน
แต่ผลที่ออกมาไม่ได้เป็นไปตามที่คาดคิด
ผลที่ได้ไม่สามารถอธิบายการหมุนที่ผิดปกติของดาวยูเรนัส
บางทีอาจมีดาวเคราะห์อีกดวงที่อยู่ถัดจากดาวเนปจูน
บางทีอาจเป็นแรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์ดวงนี้ดึงดูดดาวยูเรนัส
ได้มีการเริ่มค้นหาดาวเคราะห์ดวงที่เก้าในระบบสุริยะ
ดาวเคราะห์ดวงใหม่นี้ถูกค้นพบในปี
1930
ชาวอเมริกันชื่อ
Clyde Tombaugh
ได้ถ่ายภาพของมันบนท้องฟ้า
ดาวเคราะห์ดวงนี้มีชื่อว่าดาวพูลโต
สามารถมองเห็นได้โดยการใช้กล้องโทรทัศน์ขนาดใหญ่เท่านั้น<br />
     เวลาส่วนใหญ่แล้วดาวพูลโตจะเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างไกลดวงอาทิตย์มากที่สุด
ในระหว่างการหมุนบางช่วงจะใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าดาวเนปจูน
และอยู่ห่างไกลที่สุดในปี
1999
ดาวพูลโตเป็นดาวขนาดเล็ก
โดยมีขนาดเล็กกว่าดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ
และยังเล็กกว่าดวงจันทร์ของโลก
บนดาวมีความหนาวเย็นมากและอาจไม่มีชั้นบรรยากาศ
พื้นผิวของมันอาจปกคลุมด้วยน้ำแข็งหรือก๊าซของแข็ง
เราคิดว่าดาวพูลโตประกอบขึ้นด้วยน้ำแข็งโดยมีแกนเป็นหิน
ลักษณะอาจจะเหมือนดาวบริวารของดาวยูเรนัส
บางทีครั้งหนึ่ง
ดาวพูลโตอาจเคยเป็นดาวบริวารของดาวเนปจูนซึ่งหนีการหมุนรอบดาวเนปจูน
<img width="306" height="120" border="0" src="http://www2.srp.ac.th/%7Es23317/pluto_charon.jpg" alt="Pluto and Charon" /><br />
รูปจากกล้องฮับเบิ้ล
ดาวพลูโต (ซ้าย)
และดาวชารอน<br />
     ดาวพูลโตมีดาวบริวาร
1 ดวงชื่อดาว Charon
ซึ่งพบโดยการดูด้วยกล้องโทรทัศน์ในปี
1978 ดาว Charon
มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว
725 ไมล์
ซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของเส้นผ่าศูนย์กลางของดาวพูลโต
ดาว Charon
หมุนรอบดาวพูลโต
โดยมีระยะทางห่างจากดางพูลโต
12,125 ไมล์
มันใช้เวลาหมุนรอบดาวพูลโต
เท่ากับการหมุนรอบตัวเองของดาวพูลโต
ดังนั้นถ้าหากเราอยู่บนดาวพูลโตเราจะมองไม่เห็นดาว
Charon
ปรากฏบนท้องฟ้า<br />
<img width="200" height="160" border="0" src="http://www2.srp.ac.th/%7Es23317/pluto2earth.jpg" /> <!-- #EndEditable -->
<br />
<img width="564" height="297" border="0" src="http://www2.srp.ac.th/%7Es23317/plumain.gif" />
<p align="center"> </p>
<p align="center">ดาวพลูโตเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างไกลจาก
ดวงอาทิตย์
มากที่สุด
และมีขนาด
เล็กมาก<br />
วงโคจร: 5,913,520,000 ก.ม.
จากดวงอาทิตย์เส้นผ่านศูนย์กลาง:
2274 ก.ม.มวล: 1.27 คูณ 1022
ก. ก.</p>
<p align="center">ในเทพนิยายโรมันพลูโตเป็นเทพเจ้าแห่งเมืองบาดาลซึ่งดาวพลูโตได้ชื่อนี้คงเป็นเพราะมันอยู่ห่างไกลจากดวงอาทิตย์มาก</p>
<p align="center">และได้รับแสงน้อยดาวพลูโตถูกค้นพบในปีพ.ศ.2473โดยบังเอิญดาวพลูโตเป็นดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวที่ไม่เคยมี</p>
<p align="center">การส่งยานอวกาศไปสำรวจ
แม้แต่กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล
ยังทำการสำรวจรายละเอียดไม่ได้มาก</p>
<p align="center">เรายังไม่ทราบขนาดรัศมีของที่แท้จริงดาวพลูโตแต่
NASA
ประมาณว่าเท่ากับ
1,127 ก.ม.</p>
<p align="center">นักวิทยาศาสตร์บางคนคิดว่า
เราควรจะจัดประเภทของดาวพลูโตเป็นดาวเคราะห์น้อยหรือดาวหาง
มากกว่าที่จะเป็น
ดาวเคราะห์บางคนก็ว่าเราควรจะพิจารณามันเป็นวัตถุที่ใหญ่ที่สุดใน
แนวเข็มขัดคุยเปอรของดาวเนปจูน
แต่ในปัจจุบันมนุษย์เรายังถือว่า
ดาวพลูโตเป็นเทหวัตถุประเภทดาวเคราะห์</p>
<p align="center">วงโคจรของดาวพลูโตรีมาก
และ
ดาวพลูโตหมุนรอบตัวเองในทิศทางที่ตรงข้ามกับดาวเคราะห์ดวงอื่น</p>
<p align="center">อุณหภูมิที่พื้นผิวยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด
แต่ประมาณว่าอยู่ระหว่าง
35 - 45 เคลวิน (-228 ถึง
-238 C)</p>
<p align="center">เรายังมิทราบองค์ประกอบของดาวพลูโตที่แน่ชัด
แต่ค่าความหนาแน่นอยู่ที่ประมาณ
2 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร
โดยอาจมีส่วนผสมเป็นหิน
70% น้ำแข็ง 30%
คล้ายกับดวงจันทร์ทายตันของเนปจูน
บริเวณพื้นที่สว่างอาจปกคลุมด้วยน้ำแข็งไนโตรเจน
ผสมกับมีเทนและคาร์บอนโมนอกไซด์แข็ง
บริเวณที่เป็นสีคล้ำยังไม่มีข้อมูล
บางทีมันอาจจะเป็นองค์ประกอบของวัตถุในยุคแรก
หรือปฏิกริยาโฟโต้เคมี
ซึ่งถูกขับโดยรังสีคอสมิก</p>
<p align="center">ดาวพลูโตมีบรรยากาศเล็กน้อย
องค์ประกอบหลักอาจเป็นไนโตรเจน
และมีคาร์บอนโมนอกไซด์และมีเทนจำนวนเล็กน้อย
บางครั้งบรรยากาศ
ของดาวพลูโตเป็นก๊าซ
แต่ส่วนมากแล้วบรรยากาศจะแข็งตัวกลายเป็นน้ำแข็ง</p>
<p align="center">บริวารของดาวพลูโต</p>
<p align="center">แครอน
เป็นดวงจันทร์บริวารดวงเดียวชองดาวพลูโต</p>
<p align="center">วงโคจร
: 19,640 ก.ม.จากดาวพลูโต<br />
เส้นผ่านศูนย์กลาง:
1,172 ก.ม.<br />
มวล: 1.90 x 1021 ก. ก.<br />
แครอนถูกค้นพบเมื่อ
พ.ศ.2521
แครอนจัดเป็นดวงจันทร์ขนาดใหญ่ที่สุด
บางคนคิดว่าดาวพลูโตและแครอนควรจะเป็นดาวเคราะห์คู่
มากกว่าที่จะเป็นดาวเคราะห์กับดวงจันทร์</p>
<p align="center">ข
นาดของแครอนยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดแต่
NASA
ประเมินว่าควรจะอยู่ในราว
586 ก.ม.</p>
<p align="center">แครอนมีความหนาแน่นต่ำ
ราว 2-3 กรัม/ลบ.ซม.</p>
<p align="center">แครอนไม่มีคุณสมบัติในการสะท้อนแสงได้ดีเหมือนพลูโต</p>
<p align="center">แครอนอาจเป็นผลจากการกระแทกระหว่างดาวพลูโตกับเทหวัตถุอื่น
ในลักษณะเดียวกันกับการเกิด
ดวงจันทร์ของโลกเรา</p>
<p align="center"> </p></description>
</item>

<item>
<title>Evolutionary Edge โลกเรา ใหญ่แค่ไหน</title>
<link>http://www.icphysics.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=80</link>
<description><h2 align="center"><font face="Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif" color="#8e00ca">Evolutionary 
  Edge</font></h2>
<p align="center"><font face="Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif" color="#8e00ca">Voices 
  of an Emerging Movement for Conscious Evolution</font></p>
<p align="center"><font face="Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif" color="#8e00ca">July-August 
  2006</font></p>
<hr size="8" />
<h2>Comparative planetary and stellar sizes</h2>
<p><strong><em>How big are we here on Earth when compared to other planets, the 
  sun, and some of the other stars? </em></strong></p>
<p>I just received an email that included the following pictures, circulating 
  anonymously around the Web universe. While I can't vouch for their strict accuracy, 
  they seem good enough to wake up us novices to the amazing sizes of the planets 
  and stars that surround us.</p>
<p>I couldn't get a verification response from a cosmologist friend before deadline, 
  but I checked Google and Wikipedia and came up with this:</p>
<ul><li>Wikipedia has <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Planets">a great planetary 
    comparison table and picture</a> which I highly recommend (scroll down to 
    &quot;Accepted planets&quot;). </li><li>To verify the star-size comparisons with our sun, I googled &quot;Arcturus 
    +diameter +sun&quot;. Arcturus is variously described on the Web as 16-28 
    times as wide as our sun (I'm not sure why the discrepancy), so the picture 
    given below is at the upper end of that range. If you want another star-size 
    comparison picture (and a lot of other interesting star data), check out <a href="http://www.cs.indiana.edu/%7Ehfoundal/ast/sneigh2.htm">this 
    page</a> from Indiana University.</li></ul>
<p>If I get more accurate data than these, I'll change this page and note the 
  correction in a future issue of <em>Evolutionary Edge</em>. In the meantime, 
  enjoy the mind-boggling tour below.</p>
<p align="right">-- Tom Atlee</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img width="754" height="423" border="0" src="http://www.co-intelligence.org/newsletter/images/jupiter-etc.jpg" /></p>
<p><img width="756" height="424" border="0" src="http://www.co-intelligence.org/newsletter/images/sun-etc.jpg" /></p>
<p><img width="782" height="547" border="0" src="http://www.co-intelligence.org/newsletter/images/arcturus-etc.jpg" /> </p>
<p><img width="782" height="547" border="0" src="http://www.co-intelligence.org/newsletter/images/antares-etc.jpg" /></p>
<p>Antares is the 15th brightest star in the sky. It is more than 1000 light years 
  away.</p></description>
</item>

<item>
<title>ส.ค.ส.</title>
<link>http://www.icphysics.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=79</link>
<description><h1 class="firstHeading">ส.ค.ส. </h1></description>
</item>

<item>
<title>ระบบสุริยะ</title>
<link>http://www.icphysics.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=78</link>
<description><h1>ระบบสุริยะ
</h1><p><br />

</p><p><img width="289" height="114" border="0" align="left" src="http://www.geocities.com/witit_mink/solarsystem01.gif" />   
</p><p> 
</p><p> 
</p><p><strong>     ระบบสุริยะ
(Solar System)  </strong>คือระบบที่ประกอบด้วย
ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางมีดาวเคราะห์
(Planets) 9 ดวง
ดวงจันทร์บริวารของดวงเคราะห์แต่ละดวง
(Moon of sattelites) ดาวเคราะห์น้อย (Minor planets)
ดาวหาง (Comets) อุกกาบาต (Meteorites)
ตลอดจนกลุ่มฝุ่นและก๊าซ
ซึ่งเคลื่อนที่อยู่ในวงโคจร
ภายใต้อิทธิพลแรงดึงดูด
จากดวงอาทิตย์
ระบบสุริยะไม่จำเป็นต้องมีแห่งเดียว
ถ้าที่อื่นมีลักาณะอย่างนี้ก็เรียกว่าระบบสุริยะได้เหมือนกัน
แต่ในที่นี้จะหมายถึงระบบสุริยะของเรา(เป็นเจ้าของตั้งแต่เมื่อไรฟะ..)     ขนาดของระบบสุริยะ
กว้างใหญ่ไพศาลมาก
เมื่อเทียบระยะทาง
ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์
ซึ่งมีระยะทางประมาณ 150
ล้านกิโลเมตร หรือ 1
หน่วยดาราศาสตร์ 
</p><p> 
</p><p> กล่าวคือ
ระบบสุริยะมีระยะทางไกลไปจนถึงวงโคจรของดาวพลูโต
ดาว
เคราะห์ที่มีขนาดเล็กที่สุด
ในระบบสุริยะ ซึ่งอยู่ไกล
เป็นระยะทาง  40 เท่าของ 1
หน่วยดาราศาสตร์
และยังไกลห่างออก
ไปอีกจนถึงดงดาวหาง อูร์ต (Oort's
Cloud) ซึ่งอาจอยู่ไกลถึง 500,000 เท่า
ของระยะทางจากถึงดวงอาทิตย์ด้วย
ดวงอาทิตย์มีมวล
มากกว่าร้อยละ 99 ของ
มวลทั้งหมดในระบบสุริยะ
ที่เหลือนอกนั้นจะเป็นมวลของ
เทหวัตถุต่างๆ ซึ่ง
ประกอบด้วยดาวเคราะห์
ดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง
และอุกกาบาต
รวมไปถึงฝุ่นและก๊าซ
ที่ล่องลอยระหว่าง
ดาวเคราะห์ แต่ละดวง
โดยมีแรงดึงดูด (Gravity)
เป็นแรงควบคุมระบบสุริยะ
ให้เทหวัตถุบนฟ้าทั้งหมด
เคลื่อนที่เป็นไปตามกฏแรง
แรงโน้มถ่วงของนิวตัน ดวงอาทิตย์แพร่พลังงาน
ออกมา ด้วยอัตราประมาณ
90,000,000,000,000,000,000,000,000 แคลอรีต่อวินาที

เป็นพลังงานที่เกิดจากปฏิกริยาเทอร์โมนิวเคลียร์
โดยการเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นฮีเลียม
ซึ่งเป็นแหล่งความร้อนให้กับดาว
ดาวเคราะห์ต่างๆ
ถึงแม้ว่าดวงอาทิตย์จะเสียไฮโดรเจนไปถึง
4,000,000 ตันต่อวินาทีก็ตาม
แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังมี
ความเชื่อว่าดวงอาทิตย์จะยังคงแพร่พลังงานออกมา
ในอัตรา
ที่เท่ากันนี้ได้อีกนานหลายพันล้านปี
</p><p><strong>ทฤษฎีการกำเนิดของระบบสุริยะ</strong><br />

</p>
<img width="150" height="108" border="0" align="right" src="http://www.geocities.com/witit_mink/galaxy01.gif" />        หลักฐานที่สำคัญของการกำเนิดของระบบสุริยะก็คือ
    การเรียงตัว
    และการเคลื่อนที่อย่างเป็นระบบระเบียบของดาว
    เคราะห์ ดวงจันทร์บริวาร
    ของดาวเคราะห์
    และดาวเคราะห์น้อย
    ที่แสดงให้เห็นว่าเทหวัตถุ
    ทั้งมวลบนฟ้า นั้นเป็นของ
    ระบบสุริยะ
    ซึ่งจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
    ที่เทหวัตถุท้องฟ้า
    หลายพันดวง จะมีระบบ
    โดยบังเอิญโดยมิได้มีจุดกำเนิด
    ร่วมกัน
  
  <br /> 
  Piere Simon Laplace 
    
    ได้เสนอทฤษฎีจุดกำเนิดของระบบสุริยะ
    ไว้เมื่อปี ค.ศ.1796 กล่าวว่า
    ในระบบสุริยะจะ
    มีมวลของก๊าซรูปร่างเป็นจานแบนๆ
    ขนาดมหึมาหมุนรอบ
    ตัวเองอยู่
    ในขณะที่หมุนรอบตัวเองนั้นจะเกิดการหดตัวลง
    เพราะแรงดึงดูดของมวลก๊าซ
    ซึ่งจะทำให้
    อัตราการหมุนรอบตัวเองนั้น
    จะเกิดการหดตัวลงเพราะแรงดึงดูดของก๊าซ
    ซึ่งจะทำให้อัตราการ
    หมุนรอบตังเอง
    มีความเร็วสูงขึ้นเพื่อรักษาโมเมนตัมเชิงมุม
    (Angular Momentum) ในที่สุด
    เมื่อความเร็ว
    มีอัตราสูงขึ้น
    จนกระทั่งแรงหนีศูนย์กลางที่ขอบของกลุ่มก๊าซมีมากกว่าแรงดึงดูด
    ก็จะทำให้เกิดมีวงแหวน
    ของกลุ่มก๊าซแยก
    ตัวออกไปจากศุนย์กลางของกลุ่มก๊าซเดิม
    และเมื่อเกิดการหดตัวอีกก็จะมีวงแหวนของกลุ่มก๊าซเพิ่มขึ้น
    ขึ้นต่อไปเรื่อยๆ
    วงแหวนที่แยกตัวไปจากศูนย์กลางของวงแหวนแต่ละวงจะมีความกว้างไม่เท่ากัน
    ตรงบริเวณ ที่มีความ
    หนาแน่นมากที่สุดของวง
    จะคอยดึงวัตถุทั้งหมดในวงแหวน
    มารวมกันแล้วกลั่นตัว
    เป็นดาวเคราะห์
    ดวงจันทร์ของดาว
    ดาวเคราะห์จะเกิดขึ้นจากการหดตัวของดาวเคราะห์
    สำหรับดาวหาง
    และสะเก็ดดาวนั้น
    เกิดขึ้นจากเศษหลงเหลือระหว่าง
    การเกิดของดาวเคราะห์ดวงต่างๆ
    ดังนั้น
    ดวงอาทิตย์ในปัจจุบันก็คือ
    มวลก๊าซ
    ดั้งเดิมที่ทำให้เกิดระบบสุริยะขึ้นมานั่นเอง
         
   
   
  
    นอกจากนี้ยังมีอีกหลายทฤษฎีที่มีความเชื่อในการเกิดระบบสุริยะ
    แต่ในที่สุดก็มีความเห็นคล้ายๆ
    กับแนวทฤษฎีของ Laplace
    ตัวอย่างเช่น 
     ทฤษฎีของ Coral Von
    Weizsacker 
    
    นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ชาวเยอรมัน
    ซึ่งกล่าวว่า มีวง
    กลมของกลุ่มก๊าซและฝุ่นละอองหรือเนบิวลา
    ต้นกำเนิดดวงอาทิตย์ (Solar Nebular)
    ห้อมล้อมอยู่รอบดวงอาทิตย์
    ขณะที่ดวงอาทิตย์เกิดใหม่ๆ
    และ ละอองสสารในกลุ่มก๊าซ
    เกิดการกระแทกซึ่งกันและกัน
    แล้วกลายเป็นกลุ่มก้อนสสาร
    ขนาดใหญ่ จนกลายเป็น
    เทหวัตถุแข็ง
    เกิดขั้นในวงโคจรของดวงอาทิตย์
    ซึ่งเราเรียกว่า ดาวเคราะห์
    และดวงจันทร์ของ
    ดาวเคราะห์นั่นเอง
  <img width="150" height="108" border="0" align="left" src="http://www.geocities.com/witit_mink/milkyway01.gif" />        ระบบสุริยะของเรามีขนาดใหญ่โตมากเมื่อเทียบกับโลกที่เราอาศัยอยู่
    แต่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับกาแล็กซีของเราหรือ
    กาแล็กซีทางช้างเผือก 
    
    ระบบสุริยะตั้งอยู่ในบริเวณ
    วงแขนของกาแล็กซีทางช้างเผือก
    (Milky Way)
     ซึ่งเปรียบเสมือนวง
    ล้อยักษ์ที่หมุนอยู่ในอวกาศ
    โดยระบบสุริยะ
    จะอยู่ห่างจาก
    จุดศูนย์กลางของกาแล็กซีทางช้างเผือกประมาณ
    30,000 ปีแสง ดวงอาทิตย์
    จะใช้เวลาประมาณ 225 ล้านปี
    ในการเคลื่อน
    ครบรอบจุดศูนย์กลาง
    ของกาแล็กซี
    ทางช้างเผือกครบ 1 รอบ
    นักดาราศาสตร์จึงมี
    ความเห็นร่วมกันว่า
    เทหวัตถุทั้ง
    มวลในระบบสุริยะไม่ว่าจะเป็นดาวเคราะห์ทุกดวง
    ดวงจันทร์ของ ดาวเคราะห์
    ดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง
    และอุกกาบาต
    เกิดขึ้นมาพร้อมๆกัน
    มีอายุเท่ากันตามทฤษฎีจุดกำเนิดของระบบ
    สุริยะ และจาการนำ เอาหิน
    จากดวงจันทร์มา
    วิเคราะห์การสลายตัว
    ของสารกัมมันตภาพรังสี
    ทำให้ทราบว่าดวงจันทร์มี
    อายุประมาณ 4,600 ล้านปี
    ในขณะเดียวกัน
    นักธรณีวิทยาก็ได้คำนวณ
    หาอายุของหินบนผิวโลก
    จากการสลายตัว ของอตอม
    อะตอมยูเรเนียม
    และสารไอโซโทป
    ของธาตุตะกั่ว
    ทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า
    
    
    โลก ดวงจันทร์ อุกกาบาต
    มีอายุประมาณ 4,600 ล้านปี 
    
    และอายุของ ระบบสุริยะ
    นับตั้งแต่เริ่มเกิดจากฝุ่นละอองก๊าซ
    ในอวกาศ จึงมีอายุไม่เกิน 5000
    ล้านปี      
    <p> </p>
    <p>ในบรรดาสมาชิกของระบบสุริยะซึ่งประกอบด้วย
    ดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์
    ดาวเคราะห์น้อย ดวงจันทร์
    ของดาวเคราะห์ดาวหาง
    อุกกาบาต สะเก็ดดาว
    รวมทั้งฝุ่นละองก๊าซ
    อีกมากมาย
    นั้นดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์
    9 ดวง
    จะได้รับความสนใจมากที่สุดจากนักดาราศาสตร์
    ซึ่งมีข้อมูล
    รายละเอียดพอสรุปได้ดังนี้
    </p>
    <p><strong>1.
    ดวงอาทิตย์ (The Sun)</strong><br />
    
    </p>ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่สำคัญในระบบสุริยะ
    เป็นดาวฤกษ์ สีเหลือง
    มีอายุเกือบ 5,000 ล้านปี
    อยู่ห่าจากโลกของ เราประมาณ
    150 ล้านกิโลเมตร
    แสงจากดวงอาทิตย์ใช้เวลาเดินทางมายังโลกเพียง
    8.3 นาที หรือ 499 วินาทีเท่านั้น
    พลังงานจำนวนมหาศาล
    ในดวงอาทิตย์ได้มา จากการ
    เปลี่ยนก๊าซไฮโดรเจนเป็น
    ฮีเลียมที่อุณหภูมิประมาณ 15
    ล้านเคลวิน หรือประมาณ 27
    ล้านองศาฟาเรนไฮต์<br />
    
  ดวงอาทิตย์มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดใหญ่มากกว่าโลกของเรา109
    เท่า มีปริมาตร 1,300,000
    เท่าของโลกและมีมวล
    มากกว่าโลกของเรา 333,434 เท่า กาลิเลโอเป็นคนแรก
    ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า
    ดวงอาทิตย์หมุนรอบตัวเอง
    และจากการศึกษา
    ของนักดาราศาสตร์ทำให้ทราบว่า
    การหมุนรอบตัวเองของดวงอาทิตย์ในบริเวณเส้นศูนย์สูตรจะมีความเร็วกว่าที่บริเวณขั้ว
    เหนือและขั้วใต้ ดังนั้น
    นักดาราศาสตร์
    บางคนจึงมีความเห็นว่ารูปร่างของดวงอาทิตย์
    มีลักษณะเป็นทรงรีรูปไข่ทั้งนี้เพราะ
    เกิดแรงหนีศูนย์กลาง
    ที่มาจากการหมุน
    ซึ่งทำให้ดาวเคราะห์บริวารเป็นรูปทรงรีด้วย<br />
    
  บริเวณผิวดวงอาทิตย์
    จะมีความสว่าง
    สามารถมองเห็นได้
    เราเรียกว่า บริเวณโฟโตสเฟียร์
    (Photosphere)
    เป็นชันที่มีธาตุที่พบทั้งหมด
    แต่จะไม่อยู่ในสภาพของแข็ง
    ซึ่งอาจจะรวมกันเป็นกลุ่มอนุภาคของเหลว
    ชั้นโฟโตสเฟียร์จะป็นชั้นที่แผ่พลังงานของดวงอาทิตย์สู่อวกาศ
    เป็นชั้นบางๆ
    แต่ค่อนข้างทึบแสง
    มีความหนาประมาณ 400 กิโลเมตร
    เป็นชั้นที่มีอุณหภูมิแปรเปลี่ยนตั้งแต่ประมาณ
    10,000 เคลวิน ที่บริเวณ
    ส่วนลึกที่สุดจนถึง 6,000
    เคลวินที่บริเวณส่วนบนสุด<br />
    
  ถัดจากชั้น
    โฟโตสเฟียร์ขึ้นมา ประมาณ
    19,200 กิโลเมตร จะเป็นชั้นโครโมสเฟียร์
    (Chromosphere)
    ซึ่งเป็นชั้นค่อนข้างโปร่งแสงที่มีความหนาประมาณ
    4,800 กิโลเมตร อุณหภูมิของชั้นโครโมสเฟียร์
    จะเพิ่มมากขึ้นตามระยะทางที่ห่างออกไปข้างนอก
    คือจะมีอุณหภูมิตั้งแต่ประมาณ
    4,500 เคลวิน จนถึง 1,000,000 เคลวิน
    ดังนันชั้นบนสุดของ ชั้นโครโมสเฟียร์
    จะเป็นชั้นบริเวณที่มีปรากฎการณ์รุนแรงมาก
    ซึ่งจะมองเห็นแนวโค้ง
    เป็นสีสุกใสในขณะเกิดสุริยุปราคา
    เนื่องจากขณะที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงนั้น
    ชั้นของโฟโตสเฟียร์จะถูกดวงจันทร์บดบังอยู่ชั่วขณะหนึ่ง
    ทำให้มองเห็นชั้นของโครโมสเฟียร์เป็นแนวเว้า
    มีสีส้ม-แดง
    อยู่ในบริเวณของดวงจันทร์<br />
    
  ในศตวรรษที่ 19
    นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลีชื่อ
    Angelo Secchi ได้อธิบายถึงชั้นโครโมสเฟียร์ที่ขอบของดวงอาทิตย์ว่า
    เหมือนทุ่งหญ้ากำลังถูกไฟไหม้
    ซึ่งเกิดจากกลุ่มก๊าซ
    ที่เรียกว่า <strong>สปิคุล (Spicules)</strong>
    เป็นลำเล็กๆ
    พุ่งขึ้นไปข้างบนเป็นแถว
    ด้วยความเร็วประมาณ 20 - 30
    กิโลเมตรต่อวินาที
    พุ่งตัวสูงประมาณ 8,000
    กิโลเมตร
    และจากการวิจัยด้วยสเปกโตรสโคป
    พบว่า ลำก๊าซ สปิคุลนี้
    มีอุณหภูมิถึง 10,000 เคลวิน
    ในบริเวณใจกลางของมัน
    แต่ที่บริเวณผิวจะมีระดับความร้อนสูงกว่าถึง
    50,000 เคลวิน
    ซึ่งละอองก๊าซที่มีความร้อนสูงมากนี้
    จะเป็นแหล่งกำเนิดคลื่นอัลตราไวโอเลตของดวงอาทิตย์<br />
    
  ส่วนประกอบชั้นนอกที่เรียกว่า
    
    <strong>โคโรนา (Corona)</strong>
    
    คือก๊าซที่ส่องแสงสว่างหุ้มอยู่รอบๆ
    ดวงอาทิตย์ มีลักษณะปรากฎเป็นแสงเรือง
    มีรัศมีสีนวลสุกสกาวในขณะที่เกิดสุริยุปราคราเต็มดวง
    คุณสมบัติที่น่าอัศจรรย์
    ของโคโรนาคือ
    การที่มีอุณหภูมิสูงมากตั้งแต่
    1,500,000 เคลวิน ถึง 2,500,000 เคลวิน
    การที่โคโรนา
    มีอุณหภูมิสูงมากเช่นนี้
    จะเกิดการระเหยของก๊าซออกไปอย่างต่อเนื่อง
    ทำให้มีอุณหภูมิประจุไฟฟ้าที่เรียกว่า
    
    <strong>ลมสุริยะ (Solar wind)</strong>
    
    แพร่กระจายออกมาข้างนอก
    แล้วแพร่เข้ามายังบริเวณใกล้เคียง
    โลกเรา ด้วยความเร็ว 300 - 1,000
    กิโลเมตรต่อนาที
    ดังนั้นในอวกาศระหว่างดาวเคราะห์
    จึงเต็มไปด้วยพลาสมา
    ที่มีความร้อนสูงและมีสภาพที่แตกตัวเป็นอิออน<br />
    
  ลักษณะพื้นผิวของ
    ดวงอาทิตย์นั้น จะเห็นภาพปรากฎที่เรียกว่า
    
    <strong>จุดดำบนดวงอาทิตย์ (Sunspots)</strong>
    
    เป็นบริเวณสีคล้ำบนตัวดวงหรือบนชั้นโฟโตสเฟียร์
    โดยมีส่วนกลางดำคล้ำกว่าเรียกว่า<strong>
    
    เงามืด (Umbra)</strong>
    
    ส่วนรอบๆมีสีจางกว่าเรียกว่า<strong>
    </strong>
    <strong>
    
    เงาสลัว (Penumbra)</strong>
     
    บริเวณจุดบนดวงอาทิตย์นี้
    ไม่ได้มืดหรือดับไป
    ดังที่บางคนเข้าใจ
    แท้จริงแล้วจุดเหล่านี้
    มีความสว่างและมีความร้อนยิ่งกว่าทังสเตนขณะถึงจุดหลอมเหลว
    ซึ่งบางจุดมีอุณหภูมิสูงถึง
    3,800 เคลวิน
    แต่ที่เห็นว่ามืดเป็นเพียงความรู้สึก
    ที่เกิดจากแสงสว่างที่จ้ากว่า
    ของชั้นโฟโตสเฟียร์
    ตัดกับจุดนี้
    จึงทำให้เรามองเห็นเป็นจุดดำ
    สำหรับ<strong>การปรากฎมืดคล้ำ</strong>
    <strong>
    (Darkening of Limb)</strong>
     
    ลักษณะนี้เป็นสิ่งยืนยันให้เราทราบว่าดวงอาทิตย์มิใช่ของแข็ง
    แต่เป็นกลุ่มก๊าซ
    ที่แผ่รังสีออกไป
    ได้ไม่เท่ากัน<br />
    <br />
    <strong>2.ดาวเคราะห์
    (Planets)</strong><br />
          ดาวเคราะห์
    หมายถึง
    ดาวที่ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง
    แต่สะท้อนแสงอาทิตย์ส่องเข้าไปตาเรา
    ดาวเคราะห์ แต่ละดวง
    มีขนาดและจำนวนดวงจันทร์บริวารไม่เท่ากัน
    อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็น
    ระยะทางต่างกัน และดวง
    ต่างก็อยู่ในระบบสุริยะ
    โดยหมุนรอบตัวเองโคจรรอบ
    ดวงอาทิตย์ด้วย
    ความเร็วต่างกันไป
    จากการศึกษา เรื่องราว
    เกี่ยวกับดาวเคราะห์โดยใช้โลกเป็นหลักในการแบ่ง
    นักดาราศาสตร์ได้แบ่งดวงดาวออกเป็น
    2 ประเภท ตามวงทางโคจรดังนี้
    คือ<br />
    
    <ul><li>ดาวเคราะห์วงใน
        (Interior planets)</li></ul>
  หมายถึงดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าโลก
    ได้แก่ดาวพุธ และดาวศุกร์
    <ul><li>ดาวเคราะห์วงนอก
        (Superior planets)</li></ul>
  หมายถึง
    ดาวเคราะห์ที่อยู่ถัดจากโลกออกไป
    ได้แก่ ดาวอังคาร
    ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์
    ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน
    และดาวพลูโต
  ทั้งนี้
    ดาวเคราะห์ทั้ง 9 ดวง
    ยังสามารถจำแนกออกเป็น 2
    จำพวกใหญ่ตามลักษณะพื้นผิวด้วย
    ดังนี้
    <ul><li>ดาวเคราะห์ก้อนหิน</li></ul>
  ได้แก่ ดาวพุธ
    ดาวศุกร์ โลก และดาวอังคาร
    ทั้ง 4
    ดวงนี้มีพื้นผิวแข็งเป็นหิน
    มีชั้นบรรยากาศบางๆ ห่อหุ้ม
    ยกว้นดาวพุธที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดไม่มีบรรยากาศ
    <ul><li>ดาวเคราะห์ก๊าซ</li></ul>
  ได้แก่
    ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์
    ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน
    จะเป็นก๊าซทั่วทั้งดวง
    อาจมีแกนหินขนาดเล็ก
    อยู่ภายใน
    พื้นผิวจึงเป็นบรรยากาศที่ปกคลุมด้วยก๊าซมีเทน
    แอมโมเนีย ไฮโดรเจน
    และฮีเลียม (สำหรับดาวพลูโตนั้นยังสรุปไม่ได้ว่าเป็นพวกใด
    เนื่องจากยังอยู่ห่างไกลจากโลกมาก)</description>
</item>

</channel>
</rss>